วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ณ วันนี้ในขณะที่ในเมืองหลวงกำลังประสบปัญหานำ้ท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์ของประเทศ ผู้คนได้รับความเสียหายอย่างทั่วถึง ธุรกิจทุกประเภทได้รับผลกระทบส่งผลให้ประชากรทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนไปทั่วเช้นกัน คนที่อยู่ที่สูงบอกว่าเราสบายแล้ว....แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่่ เราได้รับผลกระทบจากสินค้ามีราคาแพงขึ้นจากเดิม ผู้คนเดินทางน้อยลง(ไม่มีเงิน) นักท่องเที่ยวน้อยลง(ไม่มีเงินอีกนั่นแหละ) กระทบถึงแรงงาน(ตกงาน)ฯลฯ มันเป็นห่วงโซ่ต่อกันไปเรื่อยๆ..........แล้วเราจะโทษใครดี.....คงโทษใครไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เราคงต้องช่วยกัน และช่วยกันหาทางแก้ปัญหาหลังวิกฤต....อย่ามัวทะเลาะกันเลยครับ มาร่่วมด้วยช่วยกันดีกว่าครับ ช่วยกันส่งกำลังใจให้กับรัฐบาลได้แก้ปัญหา ช่วยส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยได้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไป คราวหน้าจะลงรูปถำ้นำ้ต้นกำเนิดของนำ้ตกทีลอซุูและสถานที่ ที่น่าเที่ยวชม ณ ขุนห้วยทีลอซู
วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554
เศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบ Green Economic
“เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญและงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
การพยายามเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นพ่อค้า ทำให้ประเทศไทยเกือบจะล้มไม่เป็นท่า การมองหาทางออกที่ดีจึงเริ่มขึ้น ด้วยการหันกลับมามองที่รากฐานเดิมของคนไทยที่ผู้คนแต่ดั้งเดิมมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองและรู้จักแบ่งปัน รัฐบาลจึงจัดตั้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนและให้มีสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน หรือ สพช. เป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อมุ่งขับเคลื่อนไห้ทุกภาคส่วนในหมู่บ้านและชุมชน ร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่เดิมให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กับหมู่บ้าน และชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส เรื่องแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมา พระองค์ทรงเน้นย้ำหลักการพัฒนาบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ยึดหลักการทรงงานที่ถือผลประโยชน์ของประชาชน ภูมิสังคม การพึ่งตนเองเป็นฐานรากที่สำคัญ นอกจากนั้น ยังทรงเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคนในทุกมิติการพัฒนา แบบองค์รวมและการพัฒนาแบบบูรณาการ การจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติภายใต้โครงการปลูกป่า 3 อย่าง แต่ได้ประโยชน์ 4 อย่าง และส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ลดพื้นที่การปลูกพืชเศรษฐกิจต่างถิ่น และสนับสนุนให้ปลูกพืชพลังงานทดแทนเพื่อการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันจากต่างชาติแนวทางเหล่านี้ล้วนเป็นหลักการและวัตถุประสงค์ของการ จัดตั้งโครงการ “ชุมชนพอเพียง” ในคอนเซปต์คิดอย่างยั่งยืนของรัฐบาลชุดนี้ทั้งสิ้น แต่ก่อนที่จะมีโครงการนี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง
อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ผู้ซึ่งทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมากว่า 16 ปี โดยรับใช้ใกล้ชิดกับพระองค์ท่านในหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการพิเศาเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สัมผัสกับชีวิตของเกษตรกรในทั่วภูมิภาคของประเทศ ซึ่งได้พบกับปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน ความยากจน ความรู้ในเรื่องการเกษตร ตลอดจนปัญหาสุขภาพ การศึกษา และอื่นๆ ประกอบกับที่ได้ถวายการรับใช้พระองค์ท่าน ได้เห็นพระองค์ท่านทุ่มเทพระวรกาย กำลัง ทุนทรัพย์ อีกทั้งเวลาส่วนใหญ่ให้กับการพัฒนา ค้นคว้า และทดลองในสิ่งต่างๆ ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ทำนาข้าว การปรับปรุงดิน และน้ำ การศึกษาการปลูกป่า และพืชสมุนไพร การปลูกแฝก โรงสี และเทคโนโลยีชีวภาพ การวิจัยเรื่องพลังงานและโครงการอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทรงลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารVote
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554
การศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนโรงเรียนบ้านกล้อทอ
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
นายธงชาติ สอนคำ
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และเพื่อเปรียบเทียบปัญหาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักเรียนจำแนกตามระดับชั้น
ประชากร (Population) ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ที่ออกกลางคัน ในปีการศึกษา 2548 - 2552 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 50 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเองโดยการ ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการออกกลางคัน วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ นำมาใช้เป็นข้อมูลในการสร้างแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของลิเคริร์ท (Likert)
ผลการวิจัยพบว่า
1. การศึกษา ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 พบว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการออกกลางคันของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นด้านที่ส่งผลส่งผลกระทบต่อการออกกลางคันของนักเรียนมากที่สุด
2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน จำแนกตามระดับชั้น
ขณะออกกลางคัน พบว่า นักเรียนที่ระดับชั้นขณะออกกลางคันแตกต่างกัน มีปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
* นายธงชาติ สอนคำ (2554). การศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนโรงเรียนบ้านกล้อทอ
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2การค้นคว้าอิสระระดับ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การศึกษาเป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพมีความสามารถเต็มศักยภาพ มีการพัฒนาที่สมดุลทั้งสติปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (ศูนย์การศึกษาทางไกลไทยคม. 2542 : 1) การศึกษาเป็นกระบวนการถ่ายทอดและเรียนรู้ในการที่จะสร้างสรรค์และ พัฒนาคนทั้งในแง่ความรู้ ความคิด ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถสนองตอบทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติ ซึ่งประเทศที่ต้องการความก้าวหน้าต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือ จากความสำคัญของการศึกษาดังกล่าวประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและมีปัญหาเกี่ยวกับกำลังคนที่จะตอบสนองนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างมากจึงให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาโดยตรา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติให้การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการจัดการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดผลและประเมินผลการศึกษาที่แน่นอน การศึกษานอกระบบ ที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดผลประเมินผล และการศึกษาตามอัธยาศัยที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน. 2543 – ก : 9)
นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ชาติ พุทธศักราช 2542 ยังกำหนดความมุ่งหมาย หลักการและแนวทางการจัดการศึกษาว่า ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข(มาตรา6) และแนวทางจัดการศึกษาต้องให้ความสำคัญแก่นักเรียนทุกคน โดยยึดหลักว่าทุกตนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุดต้องส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ(มาตรา22)ในการจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ได้กำหนดให้ดำเนินการคือ เรื่องความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข (มาตรา 23 ข้อ 5 ) ทั้งนี้การจัดกระบวนการเรียนให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้นักเรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้รู้จักคิดเป็น รู้จักทำเป็น รวมทั้งปลูกฝัง คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา อีกทั้งมีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ (สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2547: 25)
การบริหารและการจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับแนวทางที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดรวมทั้งบรรลุความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่มุ่งหวังดังกล่าว เป็นภาระหน้าที่อันสำคัญของสถานศึกษา เพราะสถานศึกษาเป็นหน่วยงานตามกฎหมายที่มีหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ไม่วาจะเป็นของภาครัฐหรือเอกชน เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวืทยาลัย หรือหน่วยงานการศึกษาอื่นๆ((http://th.wikipedia.org/wiki/.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.)ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด(http://www.kroobannok.com)คือ การจัดทำนโยบายแผนพัฒนาการศึกษาด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณ การบริหารทั่วไปอีกทั้งจะต้องมีการจัดคนลงในตำแหน่งงานต่างๆเพื่อรับผิดชอบในการบริหารงบประมาณที่ได้รับจัดสรร และต้องมีการตั้งบุคคลเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมารตามแผนงานที่วางไว้ นอกจากนี้โรงเรียนต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับท้องถิ่นและชุมชนของโรงเรียน การออกระเบียบ ข้อบังคับคับและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหน่วยงานต้นสังกัดอาจรวมถึงชุมชนด้วย เพราะการที่โรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนจำเป็นต้องใส่ใจกับชุมชนเพื่อหวังผลในการจัดการระดมทรัพยากรในชุมชนเพื่อพัฒนาและการร่วมกันในการรักษาทรัพย์สินของโรงเรียนและเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนที่มีต่อโรงเรียน เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดกำหนดนโยบายให้สานศึกษาทุกแห่งในสังกัด ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือ จากครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาอย่างทั่วถึง โดยมีผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพระบบหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต ได้ร่วมกันวางรากฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทและเจตคติของผู้บริหาร และครูอาจารย์ให้ส่งเสริม ดูแลพัฒนานักเรียนทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม วางระบบที่จะสร้างความมั่นใจว่า นักเรียนทุกคนมีครูอาจารย์อย่างน้อยหนึ่งคนที่จะคอยดูแล ทุกข์ สุข อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง สนับสนุนให้ครูอาจารย์มีความใกล้ชิดกับผู้ปกครอง เพื่อให้บ้าน โรงเรียน และชุมชน เชื่อมประสานกันเป็นเครือข่าย เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประสานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ชุมชนและผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ เพื่อให้มีการส่งต่อและรับช่วงการแก้ไข ส่งเสริม พัฒนานักเรียนและเยาวชนฉะนั้นการดำเนินตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงมีคุณค่าและความจำเป็นที่สถานศึกษาต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลกับนักเรียนอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและยั่งยืน (สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2547: 25) อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่จะพยายามจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ แต่หลายแห่งก็ประสบปัญหาที่แก้ไจได้ยาก อาทิ บางครัวเรือนดึงบุตรหลานออกจากโรงเรียน เนื่องจากไม่สามารถรับภาระในเรื่องค่าใช้จ่าย หรือบางครัวเรือนต้องการให้เด็กออกมาทำงานเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ถึงแม้ว่ารัฐบาลมีความพยายามหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการออกมาตรการหลายมาตรการเพื่อลดค่าใช้จ่ายในด้านการเล่าเรียนให้กับครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสทางการศึกษาก็ตาม เช่น การช่วยเหลือในเรื่องชุดนักเรียน แบบเรียน ค่าอาหารกลางวัน แต่มาตรการช่วยเหลือต่างๆเหล่านี้ยังคงไม่ทั่วถึงและเพียงพอสำหรับบางครัวเรือนที่อยู่ในสภาพที่ยากจน ทั้งนี้เนื่องจากในเขตชนบทที่ห่างไกลนั้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงเรียน เป็นภาระสำคัญภาระหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ได้ยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลให้ที่บรรดาครัวเรือนในชนบทดึงบุตรหลานออกจากโรงเรียน(http;//www.gotoknow.org,ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ นักเรียนออกกลางคัน.) ส่วนทางด้านมาตรการแก้ไขปัญหา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีมาตรการรองรับผู้เรียนที่เสี่ยงออกกลางคัน เช่น หนีเรียนเพราะเบื่อหน่าย ไม่มีความสุขกับการเรียน ให้ใช้การพัฒนาทักษะชีวิต และกระตุ้นให้เด็กตื่นตัว ส่วนผู้เรียนที่จำเป็นต้องออกกลางคัน ได้มอบให้โรงเรียนดูแลจนกว่าจะเข้าโรงเรียนใหม่ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ โรงเรียนมักจะไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งการที่ ไม่ได้มีแนวทางการดำเนินการหรือส่งต่อเด็กกลุ่มนี้ให้ไปในทิศทางใด ทำให้เด็กที่ออกกลางคันมีแนวโน้มเข้าสู่วงจรของปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด ก่ออาชญากรรม ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเกิดจากโรงเรียนมักผลักผู้เรียนที่มีพฤติกรรมไม่ดีออกจากโรงเรียนมากกว่าแก้ปัญหาพฤติกรรมผู้เรียน (กษมา วรวรรณ ณ อยุธทยา: สยามรัฐ 10 ธันวาคม 2550) ซึ่งสอดคล้องกับที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่าเด็กและเยาวชนที่เข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่เป็นเด็กมัธยมต้น และเป็นเด็กที่โรงเรียนผลักออกมา เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอภายหลังออกจากโรงเรียน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนมีภาระหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยให้การพัฒนาทุกด้านของนักเรียนมีความเจริญงอกงามที่สุด การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ต่างๆมีความสำคัญที่สุดในโรงเรียน เพราะจะช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้ ความเข้าใจมีความสามารถ มีความคิด มีคุณธรรม และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ชุมชนและสังคมต้องการให้เป็น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูสายผู้สอนมาเป็นเวลานานได้พบปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนในทุกระดับชั้น เช่น ในระดับช่วงชั้นที่ 1 จะพบปัญหานักเรียนย้ายติดตามผู้ปกครองเป็นส่วยใหญ่ ในระดับช่วงชั้นที่ 2 พบปัญหานักเรียนหยุดเรียนบ่อยครั้งจนในที่สุดก็ออกจากโรงเรียน ในระดับช่วงชั้นที่ 3 พบปัญหาการออกลางคันกรณีการแต่งงานของนักเรียนหญิงโดยเฉพาะในปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านกล้อทอ มีนักเรียนในช่วงชั้นที่ 3 ออกกลางคันจำนวน 3 คน เป็นนักเรียนหญิง 2 คน นักเรียนชาย 1 คน(โรงเรียนบ้านกล้อทอ.แบบรายงานข้อมูลการออกกลางคัน;2552) ซึ่งเป็นการสูญเสียงบประมาณด้านการศึกษาในระดับ การศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นจึงให้ความสนใจที่จะทำการวิจัย การศึกษาปัญหาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต2 เพื่อจะได้ก่อให้เกิดข้อมูลสารสนเทศสำหรับการป้องกันและแก้ไขไม่ให้นักเรียนออกกลางคันในปีการศึกษาต่อๆไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
2. เพื่อเปรียบเทียบปัญหาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักเรียนจำแนกตามระดับชั้น
วิธีดำเนินการวิจัย
การดำเนินการศึกษาค้นคว้า การศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต2 เพื่อให้การศึกษาค้นคว้าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนดำเนินการวิจับดังนี้
1. ประชากร
2. ตัวแปรที่ศึกษา
3. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
ประชากร
1.1 ประชากร (Population) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ที่ออกกลางคัน ในปีการศึกษา 2548 - 2552 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 50 คน
ตัวแปรที่ศึกษา
1. ตัวแปรอิสระ แบ่งเป็นระดับชั้นขณะนักเรียนออกกลางคันดังนี้
1.1 มัธยมศึกษาปีที่ 1
1.2 มัธยมศึกษาปีที่ 2
1.3 มัธยมศึกษาปีที่ 3
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 แบ่งเป็น 4 ด้าน ดังนี้
2.1 ปัญหาเกี่ยวกับตนเอง
2.2 ปัญหาเกี่ยวกับโรงเรียนและครู
2.3 ปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว
2.4 ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่อง ศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประศึกษาตาก เขต 2 ผู้วิจัยสรุปผลการศึกษาเป็น 3 ตอน ดังนี้
1. การศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นผู้หญิงและระดับชั้นขณะออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2. ศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดถึงน้อยสุด คือ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านเกี่ยวกับโรงเรียนและครู ด้านเกี่ยวกับตนเองและด้านเกี่ยวกับครอบครัวตามลำดับ
2.1 ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 รายด้าน
2.1.1 ด้านเกี่ยวกับตนเอง อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองๆลงมาคือ อายเพื่อนเพราะสอบไม่ผ่าน สอบตกในบางวิชาและผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนข้อที่ค่าเฉลี่ยระดับน้อยคือ มีโรคประจำตัวเจ็บป่วยบ่อยๆ
2.1.2 ด้านเกี่ยวกับโรงเรียนและครู อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองๆลงมา คือ จำนวนครูไม่เพียงพอ โรงเรียนไม่มีทุนสนับสนุนนักเรียนด้านการเรียนและโรงเรียนขาดบริการที่อำนวยความสะดวกแก่นักเรียนกับเรียนยากเกินไป
2.1.3 ด้านเกี่ยวกับครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองๆลงมา อยู่ในระดับ มาก 2 ข้อ คือ ครอบครัวมีฐานะยากจน และต้องช่วยทำงานบ้าน ระดับปานกลาง 26 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงและสูงรองลงมาคือ มีปัญหาเรื่องการเรียนผู้ปกครองช่วยเหลือไม่ได้ ถูกผู้ปกครองดุด่าเสมอ และน้อยใจว่าผู้ปกครองไม่รัก ส่วนข้อที่อยู่ในระดับน้อยคือ ผู้ปกครองไม่ชอบครูที่โรงเรียน และผู้ปกครองชอบเล่นการพนัน คือ ครอบครัวมีฐานะยากจน ต้องช่วยทำงานบ้านและมีปัญหาเรื่องการเรียนผู้ปกครองช่วยเหลือไม่ได้
2.1.4 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาแต่ละข้อนักเรียนเห็นว่า อยู่ในระดับ มาก 2 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองลงมาคือ คนในชุมชนมีความเชื่อว่าไม่ต้องเรียนก็มีชีวิตอยู่ได้และขาดแคลนสาธารณูปโภค(ไฟฟ้า.น้ำประปา.รถส่วนตัว) ระดับปานกลาง 9 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงและสูงรองลงมาคือ เพื่อนที่ไม่เรียนต่อในชุมชนมีจำนวนมาก บ้านอยู่ห่างไกลโรงเรียน ต้องการใช้ชีวิตอิสระตามเพื่อน
3. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน จำแนกตามระดับชั้น
ขณะออกกลางคัน พบว่าโดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย
1.1 จัดหาทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนดี/ช่วยกิจกรรมโรงเรียนดี/นักเรียนยากจน
และควรส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียนเพื่อลดภาระรายจ่ายของผู้ปกครอง
1.2 เรียกบรรจุ/จ้าง ครูให้ตรงวิชาเอกให้เพียงพอพร้อมทั้งแก้ปัญหาครูย้ายบ่อย
1.3 จัดหาสาธารณูปโภคและ จัดรถรับส่งให้เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนรวมถึงการใช้
สื่อการสอนที่หลากหลายตามความเหมาะสมของระดับชั้นเรียน
1.4 จัดสอนซ่อมเสริมสำหรับนักเรียนเรียนอ่อนและใช้การเสริมแรงทางบวกมากกว่า
ทางลบ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศชั้นเรียนให้เอื้อต่อการกระตุ้นการเรียนของนักเรียน
1.5 มีการบังคับใช้กฎหมายการศึกษาภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและนักเรียนเห็นความสำคัญของการศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายการศึกษาภาคบังคับให้มาก ขึ้นกว่าเดิม
1.7 ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างทั่วถึงทั้งครู ผู้นำ
ผู้ปกครองและชุมชนเพื่อควบคุมนักเรียนให้อยู่ในกฎระเบียบอย่างเข้มแข็ง
1.8 การเยี่ยมบ้านของนักเรียนควรมีความต่อเนื่องเพื่อที่จะติดตามนักเรียนที่ขาดเรียนบ่อยอย่างจริงจังและสามารถแก้ปัญหาทันทีเมื่อพบปัญหา
2. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
2.1นำข้อปัญหาการศึกษาวิจัยไปใช้กับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในปีการศึกษา
ต่อๆไปนั่นคือ ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนบ้านกล้อทอ
2.2นำไปปรับใช้ในการศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนในช่วงชั้นอื่นเช่น
ระดับประถมศึกษาหรือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนบ้านกล้อทอ
2.3นำข้อปัญหาต่างๆที่เป็นปัญหาไปจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและ
แก้ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนโรงเรียนบ้านกล้อทอ
3. ข้อเสนอแนะในงานวิจัยครั้งต่อไป
3.1 ควรศึกษาเปรียบเทียบปัญหานักเรียนออกกลางคันของนักเรียนที่มีทร.14 กับนักเรียนที่ไม่มีทร.14 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตาก เขต 2
3.2 ควรศึกษาปัญหาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหานักเรียนออก กลางคันของโรงเรียนบ้านกล้อทอ
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
นายธงชาติ สอนคำ
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และเพื่อเปรียบเทียบปัญหาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักเรียนจำแนกตามระดับชั้น
ประชากร (Population) ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ที่ออกกลางคัน ในปีการศึกษา 2548 - 2552 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 50 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเองโดยการ ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการออกกลางคัน วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ นำมาใช้เป็นข้อมูลในการสร้างแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของลิเคริร์ท (Likert)
ผลการวิจัยพบว่า
1. การศึกษา ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 พบว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการออกกลางคันของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นด้านที่ส่งผลส่งผลกระทบต่อการออกกลางคันของนักเรียนมากที่สุด
2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน จำแนกตามระดับชั้น
ขณะออกกลางคัน พบว่า นักเรียนที่ระดับชั้นขณะออกกลางคันแตกต่างกัน มีปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
* นายธงชาติ สอนคำ (2554). การศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนโรงเรียนบ้านกล้อทอ
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2การค้นคว้าอิสระระดับ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การศึกษาเป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพมีความสามารถเต็มศักยภาพ มีการพัฒนาที่สมดุลทั้งสติปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (ศูนย์การศึกษาทางไกลไทยคม. 2542 : 1) การศึกษาเป็นกระบวนการถ่ายทอดและเรียนรู้ในการที่จะสร้างสรรค์และ พัฒนาคนทั้งในแง่ความรู้ ความคิด ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถสนองตอบทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติ ซึ่งประเทศที่ต้องการความก้าวหน้าต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนโดยอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือ จากความสำคัญของการศึกษาดังกล่าวประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและมีปัญหาเกี่ยวกับกำลังคนที่จะตอบสนองนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างมากจึงให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาโดยตรา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติให้การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการจัดการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดผลและประเมินผลการศึกษาที่แน่นอน การศึกษานอกระบบ ที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดผลประเมินผล และการศึกษาตามอัธยาศัยที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน. 2543 – ก : 9)
นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ชาติ พุทธศักราช 2542 ยังกำหนดความมุ่งหมาย หลักการและแนวทางการจัดการศึกษาว่า ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข(มาตรา6) และแนวทางจัดการศึกษาต้องให้ความสำคัญแก่นักเรียนทุกคน โดยยึดหลักว่าทุกตนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุดต้องส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ(มาตรา22)ในการจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ซึ่งเรื่องหนึ่งที่ได้กำหนดให้ดำเนินการคือ เรื่องความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข (มาตรา 23 ข้อ 5 ) ทั้งนี้การจัดกระบวนการเรียนให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้นักเรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้รู้จักคิดเป็น รู้จักทำเป็น รวมทั้งปลูกฝัง คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา อีกทั้งมีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนานักเรียนตามศักยภาพ (สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2547: 25)
การบริหารและการจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับแนวทางที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดรวมทั้งบรรลุความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่มุ่งหวังดังกล่าว เป็นภาระหน้าที่อันสำคัญของสถานศึกษา เพราะสถานศึกษาเป็นหน่วยงานตามกฎหมายที่มีหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ไม่วาจะเป็นของภาครัฐหรือเอกชน เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวืทยาลัย หรือหน่วยงานการศึกษาอื่นๆ((http://th.wikipedia.org/wiki/.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.)ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด(http://www.kroobannok.com)คือ การจัดทำนโยบายแผนพัฒนาการศึกษาด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณ การบริหารทั่วไปอีกทั้งจะต้องมีการจัดคนลงในตำแหน่งงานต่างๆเพื่อรับผิดชอบในการบริหารงบประมาณที่ได้รับจัดสรร และต้องมีการตั้งบุคคลเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมารตามแผนงานที่วางไว้ นอกจากนี้โรงเรียนต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับท้องถิ่นและชุมชนของโรงเรียน การออกระเบียบ ข้อบังคับคับและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหน่วยงานต้นสังกัดอาจรวมถึงชุมชนด้วย เพราะการที่โรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนจำเป็นต้องใส่ใจกับชุมชนเพื่อหวังผลในการจัดการระดมทรัพยากรในชุมชนเพื่อพัฒนาและการร่วมกันในการรักษาทรัพย์สินของโรงเรียนและเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนที่มีต่อโรงเรียน เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดกำหนดนโยบายให้สานศึกษาทุกแห่งในสังกัด ดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือ จากครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาอย่างทั่วถึง โดยมีผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพระบบหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต ได้ร่วมกันวางรากฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทและเจตคติของผู้บริหาร และครูอาจารย์ให้ส่งเสริม ดูแลพัฒนานักเรียนทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม วางระบบที่จะสร้างความมั่นใจว่า นักเรียนทุกคนมีครูอาจารย์อย่างน้อยหนึ่งคนที่จะคอยดูแล ทุกข์ สุข อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง สนับสนุนให้ครูอาจารย์มีความใกล้ชิดกับผู้ปกครอง เพื่อให้บ้าน โรงเรียน และชุมชน เชื่อมประสานกันเป็นเครือข่าย เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประสานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ชุมชนและผู้ชำนาญการในสาขาต่างๆ เพื่อให้มีการส่งต่อและรับช่วงการแก้ไข ส่งเสริม พัฒนานักเรียนและเยาวชนฉะนั้นการดำเนินตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงมีคุณค่าและความจำเป็นที่สถานศึกษาต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลกับนักเรียนอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและยั่งยืน (สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2547: 25) อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่จะพยายามจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ แต่หลายแห่งก็ประสบปัญหาที่แก้ไจได้ยาก อาทิ บางครัวเรือนดึงบุตรหลานออกจากโรงเรียน เนื่องจากไม่สามารถรับภาระในเรื่องค่าใช้จ่าย หรือบางครัวเรือนต้องการให้เด็กออกมาทำงานเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ถึงแม้ว่ารัฐบาลมีความพยายามหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการออกมาตรการหลายมาตรการเพื่อลดค่าใช้จ่ายในด้านการเล่าเรียนให้กับครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสทางการศึกษาก็ตาม เช่น การช่วยเหลือในเรื่องชุดนักเรียน แบบเรียน ค่าอาหารกลางวัน แต่มาตรการช่วยเหลือต่างๆเหล่านี้ยังคงไม่ทั่วถึงและเพียงพอสำหรับบางครัวเรือนที่อยู่ในสภาพที่ยากจน ทั้งนี้เนื่องจากในเขตชนบทที่ห่างไกลนั้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงเรียน เป็นภาระสำคัญภาระหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ได้ยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลให้ที่บรรดาครัวเรือนในชนบทดึงบุตรหลานออกจากโรงเรียน(http;//www.gotoknow.org,ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ นักเรียนออกกลางคัน.) ส่วนทางด้านมาตรการแก้ไขปัญหา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีมาตรการรองรับผู้เรียนที่เสี่ยงออกกลางคัน เช่น หนีเรียนเพราะเบื่อหน่าย ไม่มีความสุขกับการเรียน ให้ใช้การพัฒนาทักษะชีวิต และกระตุ้นให้เด็กตื่นตัว ส่วนผู้เรียนที่จำเป็นต้องออกกลางคัน ได้มอบให้โรงเรียนดูแลจนกว่าจะเข้าโรงเรียนใหม่ อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ โรงเรียนมักจะไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งการที่ ไม่ได้มีแนวทางการดำเนินการหรือส่งต่อเด็กกลุ่มนี้ให้ไปในทิศทางใด ทำให้เด็กที่ออกกลางคันมีแนวโน้มเข้าสู่วงจรของปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด ก่ออาชญากรรม ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเกิดจากโรงเรียนมักผลักผู้เรียนที่มีพฤติกรรมไม่ดีออกจากโรงเรียนมากกว่าแก้ปัญหาพฤติกรรมผู้เรียน (กษมา วรวรรณ ณ อยุธทยา: สยามรัฐ 10 ธันวาคม 2550) ซึ่งสอดคล้องกับที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่าเด็กและเยาวชนที่เข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่เป็นเด็กมัธยมต้น และเป็นเด็กที่โรงเรียนผลักออกมา เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอภายหลังออกจากโรงเรียน
จากที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนมีภาระหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยให้การพัฒนาทุกด้านของนักเรียนมีความเจริญงอกงามที่สุด การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ต่างๆมีความสำคัญที่สุดในโรงเรียน เพราะจะช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้ ความเข้าใจมีความสามารถ มีความคิด มีคุณธรรม และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ชุมชนและสังคมต้องการให้เป็น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูสายผู้สอนมาเป็นเวลานานได้พบปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนในทุกระดับชั้น เช่น ในระดับช่วงชั้นที่ 1 จะพบปัญหานักเรียนย้ายติดตามผู้ปกครองเป็นส่วยใหญ่ ในระดับช่วงชั้นที่ 2 พบปัญหานักเรียนหยุดเรียนบ่อยครั้งจนในที่สุดก็ออกจากโรงเรียน ในระดับช่วงชั้นที่ 3 พบปัญหาการออกลางคันกรณีการแต่งงานของนักเรียนหญิงโดยเฉพาะในปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านกล้อทอ มีนักเรียนในช่วงชั้นที่ 3 ออกกลางคันจำนวน 3 คน เป็นนักเรียนหญิง 2 คน นักเรียนชาย 1 คน(โรงเรียนบ้านกล้อทอ.แบบรายงานข้อมูลการออกกลางคัน;2552) ซึ่งเป็นการสูญเสียงบประมาณด้านการศึกษาในระดับ การศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นจึงให้ความสนใจที่จะทำการวิจัย การศึกษาปัญหาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต2 เพื่อจะได้ก่อให้เกิดข้อมูลสารสนเทศสำหรับการป้องกันและแก้ไขไม่ให้นักเรียนออกกลางคันในปีการศึกษาต่อๆไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
2. เพื่อเปรียบเทียบปัญหาที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักเรียนจำแนกตามระดับชั้น
วิธีดำเนินการวิจัย
การดำเนินการศึกษาค้นคว้า การศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต2 เพื่อให้การศึกษาค้นคว้าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนดำเนินการวิจับดังนี้
1. ประชากร
2. ตัวแปรที่ศึกษา
3. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
ประชากร
1.1 ประชากร (Population) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ที่ออกกลางคัน ในปีการศึกษา 2548 - 2552 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 50 คน
ตัวแปรที่ศึกษา
1. ตัวแปรอิสระ แบ่งเป็นระดับชั้นขณะนักเรียนออกกลางคันดังนี้
1.1 มัธยมศึกษาปีที่ 1
1.2 มัธยมศึกษาปีที่ 2
1.3 มัธยมศึกษาปีที่ 3
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 แบ่งเป็น 4 ด้าน ดังนี้
2.1 ปัญหาเกี่ยวกับตนเอง
2.2 ปัญหาเกี่ยวกับโรงเรียนและครู
2.3 ปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว
2.4 ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่อง ศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประศึกษาตาก เขต 2 ผู้วิจัยสรุปผลการศึกษาเป็น 3 ตอน ดังนี้
1. การศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเป็นผู้หญิงและระดับชั้นขณะออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2. ศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากสูงสุดถึงน้อยสุด คือ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านเกี่ยวกับโรงเรียนและครู ด้านเกี่ยวกับตนเองและด้านเกี่ยวกับครอบครัวตามลำดับ
2.1 ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 รายด้าน
2.1.1 ด้านเกี่ยวกับตนเอง อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองๆลงมาคือ อายเพื่อนเพราะสอบไม่ผ่าน สอบตกในบางวิชาและผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนข้อที่ค่าเฉลี่ยระดับน้อยคือ มีโรคประจำตัวเจ็บป่วยบ่อยๆ
2.1.2 ด้านเกี่ยวกับโรงเรียนและครู อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองๆลงมา คือ จำนวนครูไม่เพียงพอ โรงเรียนไม่มีทุนสนับสนุนนักเรียนด้านการเรียนและโรงเรียนขาดบริการที่อำนวยความสะดวกแก่นักเรียนกับเรียนยากเกินไป
2.1.3 ด้านเกี่ยวกับครอบครัว อยู่ในระดับปานกลาง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองๆลงมา อยู่ในระดับ มาก 2 ข้อ คือ ครอบครัวมีฐานะยากจน และต้องช่วยทำงานบ้าน ระดับปานกลาง 26 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงและสูงรองลงมาคือ มีปัญหาเรื่องการเรียนผู้ปกครองช่วยเหลือไม่ได้ ถูกผู้ปกครองดุด่าเสมอ และน้อยใจว่าผู้ปกครองไม่รัก ส่วนข้อที่อยู่ในระดับน้อยคือ ผู้ปกครองไม่ชอบครูที่โรงเรียน และผู้ปกครองชอบเล่นการพนัน คือ ครอบครัวมีฐานะยากจน ต้องช่วยทำงานบ้านและมีปัญหาเรื่องการเรียนผู้ปกครองช่วยเหลือไม่ได้
2.1.4 ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาแต่ละข้อนักเรียนเห็นว่า อยู่ในระดับ มาก 2 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและสูงรองลงมาคือ คนในชุมชนมีความเชื่อว่าไม่ต้องเรียนก็มีชีวิตอยู่ได้และขาดแคลนสาธารณูปโภค(ไฟฟ้า.น้ำประปา.รถส่วนตัว) ระดับปานกลาง 9 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงและสูงรองลงมาคือ เพื่อนที่ไม่เรียนต่อในชุมชนมีจำนวนมาก บ้านอยู่ห่างไกลโรงเรียน ต้องการใช้ชีวิตอิสระตามเพื่อน
3. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน จำแนกตามระดับชั้น
ขณะออกกลางคัน พบว่าโดยรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย
1.1 จัดหาทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เรียนดี/ช่วยกิจกรรมโรงเรียนดี/นักเรียนยากจน
และควรส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียนเพื่อลดภาระรายจ่ายของผู้ปกครอง
1.2 เรียกบรรจุ/จ้าง ครูให้ตรงวิชาเอกให้เพียงพอพร้อมทั้งแก้ปัญหาครูย้ายบ่อย
1.3 จัดหาสาธารณูปโภคและ จัดรถรับส่งให้เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนรวมถึงการใช้
สื่อการสอนที่หลากหลายตามความเหมาะสมของระดับชั้นเรียน
1.4 จัดสอนซ่อมเสริมสำหรับนักเรียนเรียนอ่อนและใช้การเสริมแรงทางบวกมากกว่า
ทางลบ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศชั้นเรียนให้เอื้อต่อการกระตุ้นการเรียนของนักเรียน
1.5 มีการบังคับใช้กฎหมายการศึกษาภาคบังคับอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ควรประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและนักเรียนเห็นความสำคัญของการศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายการศึกษาภาคบังคับให้มาก ขึ้นกว่าเดิม
1.7 ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างทั่วถึงทั้งครู ผู้นำ
ผู้ปกครองและชุมชนเพื่อควบคุมนักเรียนให้อยู่ในกฎระเบียบอย่างเข้มแข็ง
1.8 การเยี่ยมบ้านของนักเรียนควรมีความต่อเนื่องเพื่อที่จะติดตามนักเรียนที่ขาดเรียนบ่อยอย่างจริงจังและสามารถแก้ปัญหาทันทีเมื่อพบปัญหา
2. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
2.1นำข้อปัญหาการศึกษาวิจัยไปใช้กับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในปีการศึกษา
ต่อๆไปนั่นคือ ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนบ้านกล้อทอ
2.2นำไปปรับใช้ในการศึกษาปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนในช่วงชั้นอื่นเช่น
ระดับประถมศึกษาหรือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนบ้านกล้อทอ
2.3นำข้อปัญหาต่างๆที่เป็นปัญหาไปจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและ
แก้ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนโรงเรียนบ้านกล้อทอ
3. ข้อเสนอแนะในงานวิจัยครั้งต่อไป
3.1 ควรศึกษาเปรียบเทียบปัญหานักเรียนออกกลางคันของนักเรียนที่มีทร.14 กับนักเรียนที่ไม่มีทร.14 โรงเรียนบ้านกล้อทอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตาก เขต 2
3.2 ควรศึกษาปัญหาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อป้องกันปัญหานักเรียนออก กลางคันของโรงเรียนบ้านกล้อทอ
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553
สบู่ดำ พืชพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ อนาคตดีแน่ แต่อย่าวู่วาม
ข้อคิดเตือนใจจาก ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ แห่ง มก.กำแพงแสน สบู่ดำ พืชพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ อนาคตดีแน่ แต่อย่าวู่วาม...เป็นชื่อของบทความที่ รศ.ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และนักวิชาการผู้วิจัยสบู่ดำ ผลักดันให้สบู่ดำเป็นพืชทางเลือกพืชหนึ่งสำหรับไบโอดีเซลและเป็นพืชพลังงานทดแทนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ได้มอบให้มา เพื่อนำมาเผยแพร่เป็นข้อคิดแก่เกษตรกรและผู้สนใจเกี่ยวกับการปลูกสบู่ดำก่อนลงทุนกับพืชชนิดนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ดร.สมบัติ ได้มองว่าการเร่งส่งเสริมการปลูกสบู่ดำในขณะนี้ยังเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะยังไม่มีความชัดเจนในด้านการตลาด และข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยยังไม่ครบวงจร รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับพืชหลักเดิมที่ปลูกอยู่ " หากวู่วาม อาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มบุคคลที่ฉกฉวยโอกาสนี้ หลอกลวงเกษตรกร โดยจำหน่ายต้นพันธุ์ ที่บางครั้งอาจแอบอ้างว่าเป็นพันธุ์ดีที่ได้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้ว ในราคาที่สูง โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจคือ รับซื้อเมล็ดพันธุ์คืนในราคาเท่านั้นเท่านี้ โดยไม่บอกราคาหน้าโรงงานหรือหน้าสวน แต่มีข้อแม้ว่าเกษตรกรต้องซื้อต้นพันธุ์จากเขาและต้องปลูกไม่น้อยกว่า 10 ไร่ เป็นต้น " ดร.สมบัติ ให้ข้อมูลสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับการฉกฉวยประโยชน์ของผู้คนบางกลุ่ม ท่ามกลางกระแสแห่งความสนใจในพืชที่ชื่อ "สบู่ดำ" หากมองย้อนอดีต จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกระแสของสบู่ดำนั้น ก็เฉกเช่นเดียวกับความเจ็บปวดของเกษตรกรที่เคยมีมาแล้วกับพืชหลายชนิดในอดีต สิ่งที่ ดร.สมบัติ ย้ำเสมอในตอนนี้คือ ในทางวิชาการยังคงใช้เวลาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ที่มีอยู่อีกหลายเรื่องและครบวงจรก่อนแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ โจทย์ที่ยังต้องการคำตอบให้กระจ่างนั้น ยังมีอยู่อีกมากมาย เอาแบบง่ายๆ ดร.สมบัติ ได้ยกตัวอย่างว่า... หนึ่ง ปลูกแล้วขายใคร? ขายราคาเท่าไร? ดร.สมบัติ ตั้งโจทย์ว่า จะคุ้มทุน เพราะสบู่ดำให้ผลผลิตเร็ว แค่ 4-5 เดือน หลังปลูก โรงงานสกัดน้ำมันมีหรือยัง? สอง พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกควรเป็นที่ใด? พื้นที่เขตชลประทานสามารถให้น้ำได้? หรือปลูกโดยอาศัยน้ำฝน? ที่ใดจะให้ผลผลิตที่คุ้มค่ากว่ากัน?
สาม การบริหารจัดการเขตกรรมอย่างไร? ที่เหมาะสมจึงจะให้ผลผลิตออกมาทั้งปี ปกติสบู่ดำนั้นเป็นพืชทนแล้งจริง แต่จะไม่ให้ผลผลิตในช่วงแล้ง และการเพิ่มผลผลิตควรมีการตัดแต่งกิ่งในช่วงที่เหมาะสมและสะดวกในการเก็บเกี่ยวโดยบังคับไม่ให้ต้นสูงเกินไป สี่ ระยะปลูกที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด? ทั้งนี้ ระยะปลูกชี้ถึงจำนวนต้นต่อไร่ ซึ่งจะส่งผลถึงผลผลิตต่อไร่ ซึ่งต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของระยะปลูกที่มีผลต่อผลผลิตและการจัดการด้านต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น 2x1 เมตร มี 800 ต้น ต่อไร่ ระยะปลูก 2x2 เมตร มี 400 ต้น ต่อไร่ และ 3x3 เมตร มี 177 ต้น ต่อไร่ เป็นต้น ห้า ผลผลิตสูงสุดเมื่ออายุเท่าใด? ทั้งนี้ ดร.สมบัติ บอกว่า สบู่ดำ เป็นพืชที่มีอายุยืน และให้ผลผลิตแบบต่อเนื่องตลอดปี แต่ยังไม่มีรายงานว่าสบู่ดำจะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อมีอายุเท่าใด และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานเท่าใด "นั้นเป็นเพียงบางส่วนในเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีโจทย์ที่จะตามมาอีกมากมาย ประกอบกับโจทย์ที่สำคัญนี้ ผู้ตอบคือรัฐบาล คือรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสบู่ดำไว้อย่างไรบ้าง เปรียบเทียบกับปาล์มน้ำมันได้ไหม มาตรฐานไบโอดีเซลจากสบู่ดำเป็นอย่างไร จะเป็น B5, B10 หรือ B100 มาตรการด้านภาษีสรรพสามิตว่าอย่างไร มีการสนับสนุนการลงทุนมากน้อยเพียงใด" เหล่านี้เป็นเพียงคำถามจากไม่กี่คำถามที่ต้องตอบให้ได้ อันเป็นเจตนารมณ์ของ ดร.สมบัติ "จึงขอฝากว่า สบู่ดำ อนาคตดีแน่ แต่อย่าวู่วาม ช่วยกันหาคำตอบให้ได้มากที่สุดก่อนและค่อยๆส่งเสริมน่าจะดีกว่า" สบู่ดำ ที่แปลงวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ดร.สมบัติ ได้เล่าให้ฟังถึงพืชพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพอย่างสบู่ดำว่า เป็นพืชพื้นเมืองเก่าแก่ที่สามารถปลูกได้ในสภาพพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ในสมัยก่อนการปลูกสบู่ดำมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวรั้วของสวนป้องกันสัตว์ที่จะเข้าไปแทะเล็มหรือรบกวนในสวน เป็นไม้ยืนต้น "พบว่า สามารถมีอายุยืนได้นานกว่า 50 ปี มีลักษณะเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว ในภาคอีสานชาวบ้านจะรู้ว่าพืชนี้เป็นพืชน้ำมัน ในสมัยก่อนเคยมีการนำเมล็ดของสบู่ดำไปเสียบไม้สำหรับเป็นขี้ไต้ใช้จุดไฟได้" ขณะที่เรื่องการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติ การเป็นพืชน้ำมันของสบู่ดำนั้นได้เริ่มขึ้นในประเทศไทย เมื่อประมาณ 25-26 ปีมาแล้ว โดยทีมอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกันทำการวิจัยในเรื่องนี้ และถือว่าสบู่ดำเป็นพืชหนึ่งที่สามารถจะพัฒนาเป็นไบโอดีเซลหรือพลังานทดแทนจากพืชได้ แต่ทว่างานวิจัยในขณะนั้นกลับไม่ได้รับการสนับสนุนหรือให้ความสำคัญจากรัฐบาลสักเท่าใดนัก ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าราคาน้ำมันดีเซลในตอนนั้นยังถูกมาก เพียงลิตรละ 3-5 บาท จึงไม่สร้างแรงจูงใจให้คนหันมาสนใจงานวิจัยดังกล่าวเท่าที่ควร "จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เรามองเห็นแล้วว่าน้ำมันจะแพง ดีเซลก็ต้องแพงแน่นอน เพราะฉะนั้นทุกคนก็หันกลับมาดูในเรื่องของไบโอดีเซลมาดูแก๊สโซฮอล์ มาดูพลังงานทดแทนจากพืช ซึ่งก็แยกเป็นแก๊สโซฮอล์ก็จะมองจากอ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่ไบโอดีเซลมีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการพัฒนาแล้วมาใช้ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เป็นต้น" "ในบรรดาพืชพื้นเมืองนอกจากปาล์มน้ำมันแล้ว ยังมีพืชอะไรอีกบ้างที่คิดว่ามีศักยภาพ ทุกคนจึงวิ่งกลับมาศึกษาในเรื่องของสบู่ดำกันอีกครั้ง ก็อย่างที่ว่าด้วยศักยภาพของตัวสบู่ดำเองและก็ดูแล้วว่าเป็นน้ำมันที่ทดแทนไบโอดีเซลได้ 100 % คือน้ำมันพอสกัดออกมาแล้วสามารถที่จะเอาไปใส่เครื่องดีเซลหมุนช้าได้ทันทีเลย" เครื่องดีเซลหมุนช้า อย่างเครื่องสูบน้ำ รถไถนา รถแทรคเตอร์และรถอีแต๋น นักวิจัยเลยเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น มีการศึกษามีการรวบรวมพันธุ์สบู่ดำจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อจะดูถึงเรื่องของการให้ผลผลิต "ตอนนี้ในส่วนของผมทำการวิจัยมา 2 ปี มีจุดประสงค์ในการพัฒนาสบู่ดำให้เป็นพืชเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม มุ่งไปที่เรื่องมองการศึกษาวิจัยเขตกรรมเป็นหลัก เพราะถ้าเราบอกว่าศักยภาพการให้ผลผลิตของพืชแต่ละชนิดนั้น น่าจะอยู่ที่การบริหารจัดการเป็นสำคัญ มีอะไรบ้างละ เช่น เรื่องของการปลูก ระยะปลูก การจัดการด้านศัตรูพืช การจัดการน้ำ การตัดแต่งกิ่ง เพราะพวกนี้คือการดูแลรักษาหลังจากปลูกสบู่ดำจึงจะให้ผลผลิต" ดร.สมบัติ ได้เริ่มต้นการทดลองปลูกในแปลง ขนาด 6.5 ไร่ ที่คณะเกษตร กำแพงแสน โดยปลูกสบู่ดำที่มีสายพันธุ์มาจากจังหวัดแพร่และโคราชเมื่อเดือนกันยายน 2546 ใช้ระยะปลูก 1x2 เมตร หรือประมาณไร่ละ 800 ต้น พร้อมการจัดการและการดูแลในทุกขั้นตอนเป็นอย่างดี ทั้งนี้ หลังจากปลูกสบู่ดำซึ่งมีการดูแลเป็นอย่างดีในช่วง 2 เดือนแรกผ่านไป ต้นสบู่ดำในแปลงทดลองเริ่มออกดอก และอีก 2 เดือน ต่อมาเริ่มติดผลและเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ พบว่าผลผลิตที่ได้เมื่อนำไปกะเทาะเปลือกออกเพื่อเก็บเฉพาะเมล็ดสำหรับการหีบน้ำมัน จะได้เมล็ดสบู่ดำประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อต้น หรือคิดเป็นผลผลิตต่อไร่ก็ประมาณ 800 กิโลกรัม ต่อไร่ และเมื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการสกัดออกเป็นน้ำมันพบว่า จะต้องใช้เมล็ดสบู่ดำ 4 กิโลกรัม จึงจะได้น้ำมันไบโอดีเซลออกมา 1 ลิตร ดร.สมบัติ และทีมนักวิจัยได้ทำการศึกษาเพื่อหาวิธีเพิ่มผลผลิต คือหลังจากการเก็บเกี่ยวสิ้นสุดขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับต้นในการจะให้ผลผลิตครั้งต่อไป นั่นคือ ขั้นตอนการตัดแต่งกิ่ง เช่นเดียวกับพืชอื่นๆ พบว่า การตัดแต่งกิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัดตรงช่วงข้อที่สั้นที่สุดจะพบว่า การแตกกิ่งขึ้นมาใหม่จะยิ่งแตกได้ดีและแตกมาก หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ต่อมาก็พบว่าสบู่ดำเริ่มออกดอกอีกแล้ว 8 สัปดาห์ ก็มีการติดผล สรุปว่าการตัดแต่งกิ่ง 2 เดือน สามารถที่จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้อีก ขั้นตอนต่อมา การศึกษาจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่การจัดการเรื่องน้ำควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง จากเดิมนั้น สบู่ดำ ที่เกิดตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งพบว่า ต้นสบู่ดำมักจะมีการทิ้งใบและหยุดให้ผลผลิต ซึ่งต้องรอจนกว่าจะมีฝนตกลงมาอีกครั้ง ต้นจึงจะมีการแตกใบและเริ่มที่จะให้ผลผลิตเพียงครั้งเดียวต่อปี ขณะที่แนวทางการพัฒนาเพื่อจะให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้นั้น ต้องสามารถทำให้มีผลผลิตออกมาต่อเนื่องตลอดปี งานวิจัยจึงได้ทำแปลงทดลองเป็นสองลักษณะเพื่อจะเปรียบเทียบโดยแปลงหนึ่งมีระบบการจัดการน้ำเป็นอย่างดีควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง ในขณะที่อีกแปลงจะรอจากฝนที่ตกลงมาอย่างเดียว พบว่า หากมีการจัดการเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง ต้นสบู่ดำสามารถให้ผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อขอเยี่ยมชมแปลงทดลองพร้อมทั้งสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของสบู่ดำได้ตลอดเวลา ที่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้ในวันและเวลาราชการ เสนอ ต้องการตลาดนำการผลิต มุ่งใช้ในชุมชนก่อน ดร.สมบัติ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องของการตลาดสบู่ดำว่า รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิต ขึ้นมาควบคุมเพื่อจะสร้างความแตกต่างไปจากพืชเศรษฐกิจตัวอื่น เช่นที่แล้วมาที่ให้การส่งเสริมมาก่อนหน้านี้และพบว่ามักมีปัญหาด้านการตลาดตามมาภายหลัง กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องหาหรือกำหนดตลาดในการรองรับขึ้นมาให้เห็นชัดเจนก่อนแล้วค่อยมีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกเพื่อสร้างผลผลิตป้อนให้กับตลาด "เป็นวิธีที่จะช่วยให้สบู่ดำกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ มิฉะนั้นแล้วรัฐให้การส่งเสริมภายใต้การดำเนินนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรยังเป็นไปตามรูปแบบเดิมอยู่ ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะคิดพัฒนาอะไรขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบลงตามวังวนเดิม" เมื่อไหร่ก็ตามสบู่ดำได้รับการยอมรับให้เป็นพืชเศรษฐกิจโดยรัฐบาล การดำเนินนโยบายการตลาดนำการผลิตควรจะเริ่มต้นจากการมองตลาดในชุมชนเพื่อการรองรับไว้เป็นอันดับแรก อาจจะต้องเริ่มต้นที่ชุมชนใดชุมชนหนึ่งก่อนเพื่อจะสร้างต้นแบบ จากนั้นก็เริ่มด้วยการเก็บข้อมูลในเรื่องของความต้องการใช้ปริมาณน้ำมันดีเซลต่อวัน ว่า คนในชุมชนมีความต้องการใช้กันวันละเท่าไร เสร็จแล้วรัฐบาลก็ถึงเริ่มเข้าไปในขั้นตอนของการสนับสนุนดูแลในลักษณะของการจัดตั้งโรงงานสกัดน้ำมัน ควบคู่ไปกับโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวลให้ โดยทั้งสองภาคการผลิตจะมีน้ำมันจากเกษตรกรให้ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง ต่อจากนั้น จึงเริ่มสนับสนุนให้มีการปลูกเพื่อสร้างวัตถุดิบ เพราะถึงจะปลูกที่หลัง แต่ก็อย่าลืมว่า สบู่ดำโตไว ประกอบกับที่มีแนวทางในเรื่องของเทคโนโลยีในการผลิตให้อยู่แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าปัญหาเรื่องวัตถุดิบไม่เกิดขึ้นแน่นอน โดยแนวทางที่เสนอแนะมานี้ สุดท้ายจะนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมชุมชนขึ้น ซึ่งถ้าได้ทำต่อไปคนในชุมชน ใครอยากใช้น้ำมันก็ให้เอาเมล็ดวัตถุดิบที่ตัวเองปลูกขึ้นมาได้นำไปเข้าเครื่องสกัดน้ำมัน อยากได้กี่ลิตรก็ให้คำนวณว่า เมล็ด 4 กิโลกรัม ให้น้ำมัน 1 ลิตร จะต้องใช้ปริมาณวัตถุดิบเท่าไหร่ จึงจะได้รับปริมาณน้ำมันที่ตัวเองต้องการ ก็จะต้องเตรียมไปให้พอ หลังจากนั้น เครื่องก็จะสกัดน้ำมันออกมาให้ ขณะที่กากเหลือจากการสกัดน้ำมัน เช่น กากน้ำมันหรือผลของสบู่ดำตลอดจนต้นและใบ ก็สามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นพลังงานชีวมวล เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้เองภายในชุมชนได้ หรือผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป ถ้าผลผลิตโดยรวมที่ได้มีเหลือจากการใช้เองในชุมชนแล้ว ตรงนี้สามารถนำไปช่วยชดเชยในตลาดเมือง หรือตลาดการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ ซึ่งช่วยชาติประหยัดได้อีกทางหนึ่ง "ทำแค่ผลิตให้พอสำหรับป้อนตลาดในประเทศ 2 ลักษณะดังกล่าวให้มีใช้อย่างเดียวเพียงพอไม่ให้ขาดแคลน หรือต้องไปพึ่งพาใคร แค่นี้ก็ยากและต้องใช้เวลาอีกนานถึงจะทำสำเร็จ ขณะที่ตลาดที่สาม ซึ่งหมายถึงการส่งออกนั้นสำหรับเราแล้วยังเป็นเรื่องที่อยู่ไกล เอาให้ได้แค่ 2 ตลาดนี้ก่อนก็สามารถทำให้เกิดความยั่งยืนเกิดขึ้นได้แล้ว" "ทั้งหมดคือ เหตุผลว่า ทำไมยังไม่ปล่อยความรู้นี้ไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกร ในขณะนี้ทั้งในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ในเวลานี้ก็เพียงพอจะส่งเสริมได้แล้ว แต่จะบอกเพียงว่าส่งเสริมไปตอนนี้ยังอันตรายอยู่มาก เอาแค่เป็นแนวทางหรือเป็นพืชทางเลือกที่ยังไม่ใช่พืชนำเลยซะจะดีกว่า ตราบใดที่ความชัดเจนในเรื่องของตลาดตอนนี้ยังไม่มี" ดร.สมบัติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับสบู่ดำว่า ปัจจุบันการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนจากพืชในการเป็นทางเลือกท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างแพงลิบลิ่ว และไม่มีท่าทีว่าจะต่ำลงได้นั้น มีหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายๆ ประเทศที่เพิ่งเริ่มตื่นตัวและหันมาทำการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาไบโอดีเซลจากพืชน้ำมันอย่างสบู่ดำ ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องไบโอดีเซลจากสบู่ดำ จนถึงขั้นมีการพัฒนาอย่างจริงจังแล้วที่เห็นเด่นชัดคือ ประเทศอินเดีย แต่ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์จากน้ำมันของสบู่ดำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น "สำหรับประเทศไทย แม้ว่าความก้าวหน้าด้านวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ เราไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาแล้วก็ตาม แต่ก็คงต้องอดใจรอกันอีกนิดเพื่อให้รัฐบาลให้การยอมรับและบรรจุสบู่ดำเข้าไว้ในกลุ่มของพืชน้ำมันไบโอดีเซลให้อย่างถูกต้องเหมือนกับปาล์มน้ำมันเสียก่อน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตเมื่อมีการเปรียบเทียบกันระหว่างพืชทั้งสองชนิดนี้แล้วและพบว่าตัวใดตัวหนึ่งให้ความคุ้มค่ามากกว่าก็อาจจะต้องเลือก หรือถ้าดีเหมือนกันก็อาจต้องทำการส่งเสริมควบคู่กันไป" ดร.สมบัติกล่าวในที่สุด
สบู่ดำ พืชพลังงานที่กำลังมาแรง อ่านข่าว สบู่ดำ จากเว็บไซต์ มีแต่คนอยากปลูกพืชชนิดนี้กันมาก ถามถึงขั้นตอนการปลูก การดูแล และพันธุ์ด้วย มิหนำซ้ำยังมีข่าวออกมาว่าเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์มีราคาซื้อขายที่แพงขึ้นมาก เมล็ดพันธุ์ราคาซื้อสูง 1,000 บาท ต่อกิโลกรัม และกิ่งพันธุ์กระโดดถึง 50 บาท ต่อกิ่ง หากเป็นจริงตามข่าว ราคาซื้อขายปรับตัวสูงแบบกระโดดเลยทีเดียว กล่าวคือ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กิ่งพันธุ์เพียง 4-5 บาท และเมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 100 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้นเอง เป็นพืชเศรษฐกิจจริงๆ หรือเปล่า? ทำไม ราคาซื้อขายพันธุ์แพง? มีโรงงานรับซื้อผลผลิตหรือไม่? มีคำถามหลากหลายมาก แท้จริงๆ เรื่องสบู่ดำมีการศึกษาวิจัยกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าที่ผ่านมาปัญหาด้านพลังงานมีน้อย ปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันแพง นักวิชาการของภาครัฐจึงมีการหยิบงานวิจัยดังกล่าวมาปัดฝุ่นกันใหม่ และส่วนใหญ่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ฉะนั้น ทุกๆ คำถาม ยังตอบไม่ชัดเจนเท่าที่ควร โปรดรอคอยไปสัก 2-3 ปี งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเวลานั้นทุกๆ คำถาม จะมีคำตอบที่ชัดเจนแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากต้องการความรู้หรือข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ ขณะนี้ภาคเอกชนพร้อมแล้ว ซึ่งมีการจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อดำเนินธุรกิจพืชสบู่ดำกว่า 10 ราย แล้ว บริษัท ราชาพลังธรรมชาติ จำกัด ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีความพร้อมด้านนี้ และกำลังจะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสบู่ดำ โดยประกันราคารับซื้อผลผลิตอีกด้วย "จริงๆ แล้ว เราแอบศึกษาเรื่องพืชสบู่มาหลายปีแล้ว เนื่องจากมองเห็นถึงปัญหาด้านพลังงานในอนาคต จึงได้ศึกษาแหล่งน้ำมันหรือพลังงานใหม่ขึ้นมา ปรากฏว่า สบู่ดำ สามารถสกัดเป็นน้ำมันดีเซลได้ดีที่สุด และเหมาะสมที่จะปลูกในเมืองไทยมาก เนื่องจากมีแสงแดดตลอดทั้งปี และดูแลดีๆ จะให้ผลผลิตค่อนข้างมาก " คุณชัชวาล ธรรมกรสุขศิริ ประธานบริษัท ราชาพลังธรรมชาติ จำกัด บริษัทดังกล่าวจะดำเนินงานอย่างครบวงจร กล่าวคือ มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก รับซื้อผลผลิต และก่อตั้งโรงงานกลั่นน้ำมันด้วย ตอนนี้เราเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือผู้สนใจสมัครลงทะเบียนกับบริษัทไว้ จากนั้นก็อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูก การดูแล และเก็บเกี่ยวพืชชนิดนี้ ผมอยากขอเตือนชาวบ้านที่คิดจะปลูกสบู่ดำ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องดูแลให้น้ำและปุ๋ย จึงจะให้ผลตอบแทนดี ปลูกทิ้งๆ ขวางๆ ขาดทุนแน่นอน"คุณชัชวาล กล่าว ผู้เข้าร่วมโครงการปลูกสบู่ดำกับ บริษัท ราชาฯ จะไม่มีปัญหาเรื่องตลาดและราคารับซื้อ เนื่องจากมีการประกันสินค้าหรือผลผลิตขั้นต่ำในกิโลกรัมละ 3 บาท "นี่เป็นราคาประกันขั้นต่ำ ซึ่งอาจถึง 4-5 บาท ก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพการตลาด และต้นทุนการผลิตน้ำมันด้วย" ไม่เกินเดือนเมษายน ปี 2549 นี้ ทาง บริษัท ราชาฯ จะก่อตั้งโรงงานกลั่นน้ำมันจากสบู่ดำ 1 แห่ง ในประเทศ โดยมีกำลังผลิตสูงถึง 500,000 ลิตร ต่อวัน ดังนั้น ต้องมีวัตถุดิบหรือเมล็ดสบู่ดำป้อนโรงงานถึง 2,000 ตัน ต่อวัน ซึ่งจำเป็นต้องมีพื้นที่ปลูกประมาณ 500,000 ไร่ ถึงจะเพียงพอกับวัตถุดิบดังกล่าว "ตอนนี้มีต้นแบบของโรงงานกลั่นน้ำมันดีที่สุดในโลก สามารถผลิตเป็น บี 100 หรือน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการลอกเลียนแบบ จึงอยากฝากบอกรัฐบาลว่า ทางภาคเอกชนพร้อมทุกอย่างแล้ว ขอให้ช่วยกันส่งเสริมเถอะ เพื่อให้ชาวบ้านมีงานและเงินใช้ และที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาวิกฤติของชาติได้เป็นอย่างดีด้วย"คุณชัชวาล กล่าว เขาบอกว่า ตอนนี้ประเทศไทยสั่งน้ำมันดีเซลเข้ามา 60 ล้านลิตร ต่อวัน แต่ถ้าเราส่งเสริมให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรปลูกสบู่ดำ 40 ล้านไร่ ก็สามารถมีวัตถุดิบหรือผลผลิตพืชชนิดนี้เพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือนำเข้าน้ำมันดีเซลเลย "บริษัทของเรามีเป้าหมายตั้งโรงงานต้นแบบในประเทศ 1 แห่ง เท่านั้น ซึ่งตอนนี้กำลังเสาะหาพื้นที่เหมาะสมอยู่ โดยเล็งแถวๆ ภาคเหนือหรืออีสาน ซึ่งเราต้องการทำให้รัฐบาลดูว่าการแก้วิกฤติน้ำมันของชาติมันมีทางออก" "ปลูกปีนี้ 20,000 ไร่ ปีหน้าสามารถก้าวกระโดด 40 ล้านไร่ ได้เลย เพราะว่าพืชตัวนี้ขยายพันธุ์และเจริญเติบโตได้เร็ว สมมุติว่าปลูกปีนี้ 1 ต้น ได้ผลผลิตเมล็ดไม่ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 2,000 เมล็ด แล้วนำไปเพาะปลูกใหม่ จากนั้นนำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์อีก 40 ล้านไร่ ใช้เวลาเพียง 1-2 ปี เท่านั้น ถ้าทำกันจริงๆ ก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอย่างไร" คุณชัชวาล กล่าว สำหรับประเด็นเรื่องสายพันธุ์ที่มีการถกเถียงกันนั้น คุณชัชวาล บอกว่า "จากการศึกษาของเราพบว่า ต้นพันธุ์หรือสายพันธุ์ไม่ใช่เป็นตัวบ่งชี้ผลผลิตมากหรือน้อย ผมคิดว่าปัจจัยที่สำคัญนั้นมาจากการดูแลให้น้ำ-ปุ๋ย และขั้นตอนการปลูกหรือจัดการมากกว่า" "หากอีก 2-3 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถปรับปรุงสายพันธุ์ได้ ก็ยังไม่สาย เพราะว่าตอนนี้ต้นทุนการปลูกสบู่ดำไม่สูง เพียง 2,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 1 ปีแรก และปีถัดๆ ไปจะต่ำลงมาก เนื่องจากไม่ต้องเตรียมพื้นที่และซื้อต้นพันธุ์ ถ้าอีก 3 ปี มีพันธุ์ใหม่เข้ามา ก็สามารถปลูกแซมระหว่างต้นได้เลย เมื่อต้นพันธุ์ดีเจริญเติบโตขึ้น ก็ทยอยตัดหรือทำลายต้นพันธุ์เก่าทิ้งไป" คุณชัชวาล กล่าว ปัจจุบันนี้ บริษัท ราชาฯ จำหน่ายต้นพันธุ์ให้กับสมาชิกที่สมัครขึ้นทะเบียนแล้ว เพียง 5 บาท ต่อต้นเท่านั้น "เราค้นพบเทคนิคการปลูกให้ได้ผลผลิตดี ซึ่งมี 3 อย่าง ดังนี้ คือ 1. พืชตัวนี้ต้องการแสงแดดสูง จำเป็นต้องปลูกให้ระยะห่างมาก หรือ 180 ต้น ต่อไร่ และต้องปลูกตามแนวของตะวันออกและตะวันตก เพื่อให้ได้แสงตลอดทั้งวัน เพราะว่าจากการการทดลองพบว่า ต้นที่โดนแสงแดดตลอดทั้งวัน จะให้ผลผลิตที่ดีกว่าต้นที่โดนแสงน้อย 2. ต้องเลี้ยงผึ้ง เพื่อช่วยผสมเกสร ซึ่งประเทศอินเดียทดลองแล้ว และประสบความสำเร็จค่อนข้างดี 3. ควรใส่ฟอสฟอรัสที่ลำต้นด้วย เนื่องจากเราไปพบต้นสบู่ดำที่ขึ้นอยู่ตามจอมปลวก และพบว่ามันเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีมาก ซึ่งเข้าใจว่าในจอมปลวกมีฟอสฟอรัสสูง ส่วนเรื่องสายพันธุ์นั้นผมว่า ช่วงนี้ยังไม่สำคัญเท่าที่ควร ถ้าเรายังรอช้าอยู่ปัญหาขาดแคลนพลังงานจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ" คุณชัชวาล กล่าว พร้อมกับบอกย้ำว่า ประเทศไทยได้เปรียบในการปลูกพืชตัวนี้มาก เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีแสงแดดตลอดทั้งปี และมีที่ดินว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคอีสาน น่าจะมีการส่งเสริมปลูกสักจังหวัดละ 2 ล้านไร่ จีน ยุโรป ไม่สามารถปลูกพืชตัวนี้ได้ เพราะว่าไม่ค่อยมีแสงแดด และอากาศหนาวด้วย ส่วนอินเดียนั้นสภาพภูมิอากาศเหมาะสม แต่มีปัญหามีพลเมืองมาก ทำให้ไม่ค่อยมีพื้นที่ว่าง เพื่อปลูกสบู่ดำ "ประเทศไทยมีศักยภาพปลูกสบู่ดำเป็นพืชเศรษฐกิจมากที่สุด" คุณชัชวาล กล่าวทิ้งท้าย หนึงชุมชนหนึ่งโรงไฟฟ้า คือ สบู่ดำ บีบน้ำมันได้ แล้วยังทำเป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย
ข้อคิดเตือนใจจาก ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ แห่ง มก.กำแพงแสน สบู่ดำ พืชพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ อนาคตดีแน่ แต่อย่าวู่วาม...เป็นชื่อของบทความที่ รศ.ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และนักวิชาการผู้วิจัยสบู่ดำ ผลักดันให้สบู่ดำเป็นพืชทางเลือกพืชหนึ่งสำหรับไบโอดีเซลและเป็นพืชพลังงานทดแทนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ได้มอบให้มา เพื่อนำมาเผยแพร่เป็นข้อคิดแก่เกษตรกรและผู้สนใจเกี่ยวกับการปลูกสบู่ดำก่อนลงทุนกับพืชชนิดนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ดร.สมบัติ ได้มองว่าการเร่งส่งเสริมการปลูกสบู่ดำในขณะนี้ยังเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะยังไม่มีความชัดเจนในด้านการตลาด และข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยยังไม่ครบวงจร รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับพืชหลักเดิมที่ปลูกอยู่ " หากวู่วาม อาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มบุคคลที่ฉกฉวยโอกาสนี้ หลอกลวงเกษตรกร โดยจำหน่ายต้นพันธุ์ ที่บางครั้งอาจแอบอ้างว่าเป็นพันธุ์ดีที่ได้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้ว ในราคาที่สูง โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจคือ รับซื้อเมล็ดพันธุ์คืนในราคาเท่านั้นเท่านี้ โดยไม่บอกราคาหน้าโรงงานหรือหน้าสวน แต่มีข้อแม้ว่าเกษตรกรต้องซื้อต้นพันธุ์จากเขาและต้องปลูกไม่น้อยกว่า 10 ไร่ เป็นต้น " ดร.สมบัติ ให้ข้อมูลสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับการฉกฉวยประโยชน์ของผู้คนบางกลุ่ม ท่ามกลางกระแสแห่งความสนใจในพืชที่ชื่อ "สบู่ดำ" หากมองย้อนอดีต จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกระแสของสบู่ดำนั้น ก็เฉกเช่นเดียวกับความเจ็บปวดของเกษตรกรที่เคยมีมาแล้วกับพืชหลายชนิดในอดีต สิ่งที่ ดร.สมบัติ ย้ำเสมอในตอนนี้คือ ในทางวิชาการยังคงใช้เวลาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ที่มีอยู่อีกหลายเรื่องและครบวงจรก่อนแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ โจทย์ที่ยังต้องการคำตอบให้กระจ่างนั้น ยังมีอยู่อีกมากมาย เอาแบบง่ายๆ ดร.สมบัติ ได้ยกตัวอย่างว่า... หนึ่ง ปลูกแล้วขายใคร? ขายราคาเท่าไร? ดร.สมบัติ ตั้งโจทย์ว่า จะคุ้มทุน เพราะสบู่ดำให้ผลผลิตเร็ว แค่ 4-5 เดือน หลังปลูก โรงงานสกัดน้ำมันมีหรือยัง? สอง พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกควรเป็นที่ใด? พื้นที่เขตชลประทานสามารถให้น้ำได้? หรือปลูกโดยอาศัยน้ำฝน? ที่ใดจะให้ผลผลิตที่คุ้มค่ากว่ากัน?
สาม การบริหารจัดการเขตกรรมอย่างไร? ที่เหมาะสมจึงจะให้ผลผลิตออกมาทั้งปี ปกติสบู่ดำนั้นเป็นพืชทนแล้งจริง แต่จะไม่ให้ผลผลิตในช่วงแล้ง และการเพิ่มผลผลิตควรมีการตัดแต่งกิ่งในช่วงที่เหมาะสมและสะดวกในการเก็บเกี่ยวโดยบังคับไม่ให้ต้นสูงเกินไป สี่ ระยะปลูกที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด? ทั้งนี้ ระยะปลูกชี้ถึงจำนวนต้นต่อไร่ ซึ่งจะส่งผลถึงผลผลิตต่อไร่ ซึ่งต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของระยะปลูกที่มีผลต่อผลผลิตและการจัดการด้านต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น 2x1 เมตร มี 800 ต้น ต่อไร่ ระยะปลูก 2x2 เมตร มี 400 ต้น ต่อไร่ และ 3x3 เมตร มี 177 ต้น ต่อไร่ เป็นต้น ห้า ผลผลิตสูงสุดเมื่ออายุเท่าใด? ทั้งนี้ ดร.สมบัติ บอกว่า สบู่ดำ เป็นพืชที่มีอายุยืน และให้ผลผลิตแบบต่อเนื่องตลอดปี แต่ยังไม่มีรายงานว่าสบู่ดำจะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อมีอายุเท่าใด และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานเท่าใด "นั้นเป็นเพียงบางส่วนในเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีโจทย์ที่จะตามมาอีกมากมาย ประกอบกับโจทย์ที่สำคัญนี้ ผู้ตอบคือรัฐบาล คือรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสบู่ดำไว้อย่างไรบ้าง เปรียบเทียบกับปาล์มน้ำมันได้ไหม มาตรฐานไบโอดีเซลจากสบู่ดำเป็นอย่างไร จะเป็น B5, B10 หรือ B100 มาตรการด้านภาษีสรรพสามิตว่าอย่างไร มีการสนับสนุนการลงทุนมากน้อยเพียงใด" เหล่านี้เป็นเพียงคำถามจากไม่กี่คำถามที่ต้องตอบให้ได้ อันเป็นเจตนารมณ์ของ ดร.สมบัติ "จึงขอฝากว่า สบู่ดำ อนาคตดีแน่ แต่อย่าวู่วาม ช่วยกันหาคำตอบให้ได้มากที่สุดก่อนและค่อยๆส่งเสริมน่าจะดีกว่า" สบู่ดำ ที่แปลงวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ดร.สมบัติ ได้เล่าให้ฟังถึงพืชพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพอย่างสบู่ดำว่า เป็นพืชพื้นเมืองเก่าแก่ที่สามารถปลูกได้ในสภาพพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ในสมัยก่อนการปลูกสบู่ดำมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวรั้วของสวนป้องกันสัตว์ที่จะเข้าไปแทะเล็มหรือรบกวนในสวน เป็นไม้ยืนต้น "พบว่า สามารถมีอายุยืนได้นานกว่า 50 ปี มีลักษณะเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็ว ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว ในภาคอีสานชาวบ้านจะรู้ว่าพืชนี้เป็นพืชน้ำมัน ในสมัยก่อนเคยมีการนำเมล็ดของสบู่ดำไปเสียบไม้สำหรับเป็นขี้ไต้ใช้จุดไฟได้" ขณะที่เรื่องการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติ การเป็นพืชน้ำมันของสบู่ดำนั้นได้เริ่มขึ้นในประเทศไทย เมื่อประมาณ 25-26 ปีมาแล้ว โดยทีมอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกันทำการวิจัยในเรื่องนี้ และถือว่าสบู่ดำเป็นพืชหนึ่งที่สามารถจะพัฒนาเป็นไบโอดีเซลหรือพลังานทดแทนจากพืชได้ แต่ทว่างานวิจัยในขณะนั้นกลับไม่ได้รับการสนับสนุนหรือให้ความสำคัญจากรัฐบาลสักเท่าใดนัก ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าราคาน้ำมันดีเซลในตอนนั้นยังถูกมาก เพียงลิตรละ 3-5 บาท จึงไม่สร้างแรงจูงใจให้คนหันมาสนใจงานวิจัยดังกล่าวเท่าที่ควร "จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เรามองเห็นแล้วว่าน้ำมันจะแพง ดีเซลก็ต้องแพงแน่นอน เพราะฉะนั้นทุกคนก็หันกลับมาดูในเรื่องของไบโอดีเซลมาดูแก๊สโซฮอล์ มาดูพลังงานทดแทนจากพืช ซึ่งก็แยกเป็นแก๊สโซฮอล์ก็จะมองจากอ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่ไบโอดีเซลมีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการพัฒนาแล้วมาใช้ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เป็นต้น" "ในบรรดาพืชพื้นเมืองนอกจากปาล์มน้ำมันแล้ว ยังมีพืชอะไรอีกบ้างที่คิดว่ามีศักยภาพ ทุกคนจึงวิ่งกลับมาศึกษาในเรื่องของสบู่ดำกันอีกครั้ง ก็อย่างที่ว่าด้วยศักยภาพของตัวสบู่ดำเองและก็ดูแล้วว่าเป็นน้ำมันที่ทดแทนไบโอดีเซลได้ 100 % คือน้ำมันพอสกัดออกมาแล้วสามารถที่จะเอาไปใส่เครื่องดีเซลหมุนช้าได้ทันทีเลย" เครื่องดีเซลหมุนช้า อย่างเครื่องสูบน้ำ รถไถนา รถแทรคเตอร์และรถอีแต๋น นักวิจัยเลยเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น มีการศึกษามีการรวบรวมพันธุ์สบู่ดำจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อจะดูถึงเรื่องของการให้ผลผลิต "ตอนนี้ในส่วนของผมทำการวิจัยมา 2 ปี มีจุดประสงค์ในการพัฒนาสบู่ดำให้เป็นพืชเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม มุ่งไปที่เรื่องมองการศึกษาวิจัยเขตกรรมเป็นหลัก เพราะถ้าเราบอกว่าศักยภาพการให้ผลผลิตของพืชแต่ละชนิดนั้น น่าจะอยู่ที่การบริหารจัดการเป็นสำคัญ มีอะไรบ้างละ เช่น เรื่องของการปลูก ระยะปลูก การจัดการด้านศัตรูพืช การจัดการน้ำ การตัดแต่งกิ่ง เพราะพวกนี้คือการดูแลรักษาหลังจากปลูกสบู่ดำจึงจะให้ผลผลิต" ดร.สมบัติ ได้เริ่มต้นการทดลองปลูกในแปลง ขนาด 6.5 ไร่ ที่คณะเกษตร กำแพงแสน โดยปลูกสบู่ดำที่มีสายพันธุ์มาจากจังหวัดแพร่และโคราชเมื่อเดือนกันยายน 2546 ใช้ระยะปลูก 1x2 เมตร หรือประมาณไร่ละ 800 ต้น พร้อมการจัดการและการดูแลในทุกขั้นตอนเป็นอย่างดี ทั้งนี้ หลังจากปลูกสบู่ดำซึ่งมีการดูแลเป็นอย่างดีในช่วง 2 เดือนแรกผ่านไป ต้นสบู่ดำในแปลงทดลองเริ่มออกดอก และอีก 2 เดือน ต่อมาเริ่มติดผลและเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ พบว่าผลผลิตที่ได้เมื่อนำไปกะเทาะเปลือกออกเพื่อเก็บเฉพาะเมล็ดสำหรับการหีบน้ำมัน จะได้เมล็ดสบู่ดำประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อต้น หรือคิดเป็นผลผลิตต่อไร่ก็ประมาณ 800 กิโลกรัม ต่อไร่ และเมื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการสกัดออกเป็นน้ำมันพบว่า จะต้องใช้เมล็ดสบู่ดำ 4 กิโลกรัม จึงจะได้น้ำมันไบโอดีเซลออกมา 1 ลิตร ดร.สมบัติ และทีมนักวิจัยได้ทำการศึกษาเพื่อหาวิธีเพิ่มผลผลิต คือหลังจากการเก็บเกี่ยวสิ้นสุดขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับต้นในการจะให้ผลผลิตครั้งต่อไป นั่นคือ ขั้นตอนการตัดแต่งกิ่ง เช่นเดียวกับพืชอื่นๆ พบว่า การตัดแต่งกิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัดตรงช่วงข้อที่สั้นที่สุดจะพบว่า การแตกกิ่งขึ้นมาใหม่จะยิ่งแตกได้ดีและแตกมาก หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ต่อมาก็พบว่าสบู่ดำเริ่มออกดอกอีกแล้ว 8 สัปดาห์ ก็มีการติดผล สรุปว่าการตัดแต่งกิ่ง 2 เดือน สามารถที่จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้อีก ขั้นตอนต่อมา การศึกษาจึงมุ่งเน้นความสนใจไปที่การจัดการเรื่องน้ำควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง จากเดิมนั้น สบู่ดำ ที่เกิดตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งพบว่า ต้นสบู่ดำมักจะมีการทิ้งใบและหยุดให้ผลผลิต ซึ่งต้องรอจนกว่าจะมีฝนตกลงมาอีกครั้ง ต้นจึงจะมีการแตกใบและเริ่มที่จะให้ผลผลิตเพียงครั้งเดียวต่อปี ขณะที่แนวทางการพัฒนาเพื่อจะให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้นั้น ต้องสามารถทำให้มีผลผลิตออกมาต่อเนื่องตลอดปี งานวิจัยจึงได้ทำแปลงทดลองเป็นสองลักษณะเพื่อจะเปรียบเทียบโดยแปลงหนึ่งมีระบบการจัดการน้ำเป็นอย่างดีควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง ในขณะที่อีกแปลงจะรอจากฝนที่ตกลงมาอย่างเดียว พบว่า หากมีการจัดการเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการตัดแต่งกิ่ง ต้นสบู่ดำสามารถให้ผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อขอเยี่ยมชมแปลงทดลองพร้อมทั้งสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของสบู่ดำได้ตลอดเวลา ที่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้ในวันและเวลาราชการ เสนอ ต้องการตลาดนำการผลิต มุ่งใช้ในชุมชนก่อน ดร.สมบัติ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องของการตลาดสบู่ดำว่า รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิต ขึ้นมาควบคุมเพื่อจะสร้างความแตกต่างไปจากพืชเศรษฐกิจตัวอื่น เช่นที่แล้วมาที่ให้การส่งเสริมมาก่อนหน้านี้และพบว่ามักมีปัญหาด้านการตลาดตามมาภายหลัง กล่าวคือ รัฐบาลจะต้องหาหรือกำหนดตลาดในการรองรับขึ้นมาให้เห็นชัดเจนก่อนแล้วค่อยมีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกเพื่อสร้างผลผลิตป้อนให้กับตลาด "เป็นวิธีที่จะช่วยให้สบู่ดำกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ มิฉะนั้นแล้วรัฐให้การส่งเสริมภายใต้การดำเนินนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรยังเป็นไปตามรูปแบบเดิมอยู่ ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอยอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะคิดพัฒนาอะไรขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบลงตามวังวนเดิม" เมื่อไหร่ก็ตามสบู่ดำได้รับการยอมรับให้เป็นพืชเศรษฐกิจโดยรัฐบาล การดำเนินนโยบายการตลาดนำการผลิตควรจะเริ่มต้นจากการมองตลาดในชุมชนเพื่อการรองรับไว้เป็นอันดับแรก อาจจะต้องเริ่มต้นที่ชุมชนใดชุมชนหนึ่งก่อนเพื่อจะสร้างต้นแบบ จากนั้นก็เริ่มด้วยการเก็บข้อมูลในเรื่องของความต้องการใช้ปริมาณน้ำมันดีเซลต่อวัน ว่า คนในชุมชนมีความต้องการใช้กันวันละเท่าไร เสร็จแล้วรัฐบาลก็ถึงเริ่มเข้าไปในขั้นตอนของการสนับสนุนดูแลในลักษณะของการจัดตั้งโรงงานสกัดน้ำมัน ควบคู่ไปกับโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวลให้ โดยทั้งสองภาคการผลิตจะมีน้ำมันจากเกษตรกรให้ใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิง ต่อจากนั้น จึงเริ่มสนับสนุนให้มีการปลูกเพื่อสร้างวัตถุดิบ เพราะถึงจะปลูกที่หลัง แต่ก็อย่าลืมว่า สบู่ดำโตไว ประกอบกับที่มีแนวทางในเรื่องของเทคโนโลยีในการผลิตให้อยู่แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าปัญหาเรื่องวัตถุดิบไม่เกิดขึ้นแน่นอน โดยแนวทางที่เสนอแนะมานี้ สุดท้ายจะนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมชุมชนขึ้น ซึ่งถ้าได้ทำต่อไปคนในชุมชน ใครอยากใช้น้ำมันก็ให้เอาเมล็ดวัตถุดิบที่ตัวเองปลูกขึ้นมาได้นำไปเข้าเครื่องสกัดน้ำมัน อยากได้กี่ลิตรก็ให้คำนวณว่า เมล็ด 4 กิโลกรัม ให้น้ำมัน 1 ลิตร จะต้องใช้ปริมาณวัตถุดิบเท่าไหร่ จึงจะได้รับปริมาณน้ำมันที่ตัวเองต้องการ ก็จะต้องเตรียมไปให้พอ หลังจากนั้น เครื่องก็จะสกัดน้ำมันออกมาให้ ขณะที่กากเหลือจากการสกัดน้ำมัน เช่น กากน้ำมันหรือผลของสบู่ดำตลอดจนต้นและใบ ก็สามารถนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นพลังงานชีวมวล เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้เองภายในชุมชนได้ หรือผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป ถ้าผลผลิตโดยรวมที่ได้มีเหลือจากการใช้เองในชุมชนแล้ว ตรงนี้สามารถนำไปช่วยชดเชยในตลาดเมือง หรือตลาดการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ ซึ่งช่วยชาติประหยัดได้อีกทางหนึ่ง "ทำแค่ผลิตให้พอสำหรับป้อนตลาดในประเทศ 2 ลักษณะดังกล่าวให้มีใช้อย่างเดียวเพียงพอไม่ให้ขาดแคลน หรือต้องไปพึ่งพาใคร แค่นี้ก็ยากและต้องใช้เวลาอีกนานถึงจะทำสำเร็จ ขณะที่ตลาดที่สาม ซึ่งหมายถึงการส่งออกนั้นสำหรับเราแล้วยังเป็นเรื่องที่อยู่ไกล เอาให้ได้แค่ 2 ตลาดนี้ก่อนก็สามารถทำให้เกิดความยั่งยืนเกิดขึ้นได้แล้ว" "ทั้งหมดคือ เหตุผลว่า ทำไมยังไม่ปล่อยความรู้นี้ไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกร ในขณะนี้ทั้งในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ในเวลานี้ก็เพียงพอจะส่งเสริมได้แล้ว แต่จะบอกเพียงว่าส่งเสริมไปตอนนี้ยังอันตรายอยู่มาก เอาแค่เป็นแนวทางหรือเป็นพืชทางเลือกที่ยังไม่ใช่พืชนำเลยซะจะดีกว่า ตราบใดที่ความชัดเจนในเรื่องของตลาดตอนนี้ยังไม่มี" ดร.สมบัติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับสบู่ดำว่า ปัจจุบันการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนจากพืชในการเป็นทางเลือกท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างแพงลิบลิ่ว และไม่มีท่าทีว่าจะต่ำลงได้นั้น มีหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายๆ ประเทศที่เพิ่งเริ่มตื่นตัวและหันมาทำการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาไบโอดีเซลจากพืชน้ำมันอย่างสบู่ดำ ตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในเรื่องไบโอดีเซลจากสบู่ดำ จนถึงขั้นมีการพัฒนาอย่างจริงจังแล้วที่เห็นเด่นชัดคือ ประเทศอินเดีย แต่ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์จากน้ำมันของสบู่ดำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น "สำหรับประเทศไทย แม้ว่าความก้าวหน้าด้านวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ เราไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาแล้วก็ตาม แต่ก็คงต้องอดใจรอกันอีกนิดเพื่อให้รัฐบาลให้การยอมรับและบรรจุสบู่ดำเข้าไว้ในกลุ่มของพืชน้ำมันไบโอดีเซลให้อย่างถูกต้องเหมือนกับปาล์มน้ำมันเสียก่อน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตเมื่อมีการเปรียบเทียบกันระหว่างพืชทั้งสองชนิดนี้แล้วและพบว่าตัวใดตัวหนึ่งให้ความคุ้มค่ามากกว่าก็อาจจะต้องเลือก หรือถ้าดีเหมือนกันก็อาจต้องทำการส่งเสริมควบคู่กันไป" ดร.สมบัติกล่าวในที่สุด
สบู่ดำ พืชพลังงานที่กำลังมาแรง อ่านข่าว สบู่ดำ จากเว็บไซต์ มีแต่คนอยากปลูกพืชชนิดนี้กันมาก ถามถึงขั้นตอนการปลูก การดูแล และพันธุ์ด้วย มิหนำซ้ำยังมีข่าวออกมาว่าเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์มีราคาซื้อขายที่แพงขึ้นมาก เมล็ดพันธุ์ราคาซื้อสูง 1,000 บาท ต่อกิโลกรัม และกิ่งพันธุ์กระโดดถึง 50 บาท ต่อกิ่ง หากเป็นจริงตามข่าว ราคาซื้อขายปรับตัวสูงแบบกระโดดเลยทีเดียว กล่าวคือ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กิ่งพันธุ์เพียง 4-5 บาท และเมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 100 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้นเอง เป็นพืชเศรษฐกิจจริงๆ หรือเปล่า? ทำไม ราคาซื้อขายพันธุ์แพง? มีโรงงานรับซื้อผลผลิตหรือไม่? มีคำถามหลากหลายมาก แท้จริงๆ เรื่องสบู่ดำมีการศึกษาวิจัยกันมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าที่ผ่านมาปัญหาด้านพลังงานมีน้อย ปัจจุบันนี้ ราคาน้ำมันแพง นักวิชาการของภาครัฐจึงมีการหยิบงานวิจัยดังกล่าวมาปัดฝุ่นกันใหม่ และส่วนใหญ่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ฉะนั้น ทุกๆ คำถาม ยังตอบไม่ชัดเจนเท่าที่ควร โปรดรอคอยไปสัก 2-3 ปี งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเวลานั้นทุกๆ คำถาม จะมีคำตอบที่ชัดเจนแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากต้องการความรู้หรือข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ ขณะนี้ภาคเอกชนพร้อมแล้ว ซึ่งมีการจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อดำเนินธุรกิจพืชสบู่ดำกว่า 10 ราย แล้ว บริษัท ราชาพลังธรรมชาติ จำกัด ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีความพร้อมด้านนี้ และกำลังจะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสบู่ดำ โดยประกันราคารับซื้อผลผลิตอีกด้วย "จริงๆ แล้ว เราแอบศึกษาเรื่องพืชสบู่มาหลายปีแล้ว เนื่องจากมองเห็นถึงปัญหาด้านพลังงานในอนาคต จึงได้ศึกษาแหล่งน้ำมันหรือพลังงานใหม่ขึ้นมา ปรากฏว่า สบู่ดำ สามารถสกัดเป็นน้ำมันดีเซลได้ดีที่สุด และเหมาะสมที่จะปลูกในเมืองไทยมาก เนื่องจากมีแสงแดดตลอดทั้งปี และดูแลดีๆ จะให้ผลผลิตค่อนข้างมาก " คุณชัชวาล ธรรมกรสุขศิริ ประธานบริษัท ราชาพลังธรรมชาติ จำกัด บริษัทดังกล่าวจะดำเนินงานอย่างครบวงจร กล่าวคือ มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก รับซื้อผลผลิต และก่อตั้งโรงงานกลั่นน้ำมันด้วย ตอนนี้เราเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือผู้สนใจสมัครลงทะเบียนกับบริษัทไว้ จากนั้นก็อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูก การดูแล และเก็บเกี่ยวพืชชนิดนี้ ผมอยากขอเตือนชาวบ้านที่คิดจะปลูกสบู่ดำ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องดูแลให้น้ำและปุ๋ย จึงจะให้ผลตอบแทนดี ปลูกทิ้งๆ ขวางๆ ขาดทุนแน่นอน"คุณชัชวาล กล่าว ผู้เข้าร่วมโครงการปลูกสบู่ดำกับ บริษัท ราชาฯ จะไม่มีปัญหาเรื่องตลาดและราคารับซื้อ เนื่องจากมีการประกันสินค้าหรือผลผลิตขั้นต่ำในกิโลกรัมละ 3 บาท "นี่เป็นราคาประกันขั้นต่ำ ซึ่งอาจถึง 4-5 บาท ก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพการตลาด และต้นทุนการผลิตน้ำมันด้วย" ไม่เกินเดือนเมษายน ปี 2549 นี้ ทาง บริษัท ราชาฯ จะก่อตั้งโรงงานกลั่นน้ำมันจากสบู่ดำ 1 แห่ง ในประเทศ โดยมีกำลังผลิตสูงถึง 500,000 ลิตร ต่อวัน ดังนั้น ต้องมีวัตถุดิบหรือเมล็ดสบู่ดำป้อนโรงงานถึง 2,000 ตัน ต่อวัน ซึ่งจำเป็นต้องมีพื้นที่ปลูกประมาณ 500,000 ไร่ ถึงจะเพียงพอกับวัตถุดิบดังกล่าว "ตอนนี้มีต้นแบบของโรงงานกลั่นน้ำมันดีที่สุดในโลก สามารถผลิตเป็น บี 100 หรือน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการลอกเลียนแบบ จึงอยากฝากบอกรัฐบาลว่า ทางภาคเอกชนพร้อมทุกอย่างแล้ว ขอให้ช่วยกันส่งเสริมเถอะ เพื่อให้ชาวบ้านมีงานและเงินใช้ และที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาวิกฤติของชาติได้เป็นอย่างดีด้วย"คุณชัชวาล กล่าว เขาบอกว่า ตอนนี้ประเทศไทยสั่งน้ำมันดีเซลเข้ามา 60 ล้านลิตร ต่อวัน แต่ถ้าเราส่งเสริมให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรปลูกสบู่ดำ 40 ล้านไร่ ก็สามารถมีวัตถุดิบหรือผลผลิตพืชชนิดนี้เพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือนำเข้าน้ำมันดีเซลเลย "บริษัทของเรามีเป้าหมายตั้งโรงงานต้นแบบในประเทศ 1 แห่ง เท่านั้น ซึ่งตอนนี้กำลังเสาะหาพื้นที่เหมาะสมอยู่ โดยเล็งแถวๆ ภาคเหนือหรืออีสาน ซึ่งเราต้องการทำให้รัฐบาลดูว่าการแก้วิกฤติน้ำมันของชาติมันมีทางออก" "ปลูกปีนี้ 20,000 ไร่ ปีหน้าสามารถก้าวกระโดด 40 ล้านไร่ ได้เลย เพราะว่าพืชตัวนี้ขยายพันธุ์และเจริญเติบโตได้เร็ว สมมุติว่าปลูกปีนี้ 1 ต้น ได้ผลผลิตเมล็ดไม่ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 2,000 เมล็ด แล้วนำไปเพาะปลูกใหม่ จากนั้นนำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์อีก 40 ล้านไร่ ใช้เวลาเพียง 1-2 ปี เท่านั้น ถ้าทำกันจริงๆ ก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอย่างไร" คุณชัชวาล กล่าว สำหรับประเด็นเรื่องสายพันธุ์ที่มีการถกเถียงกันนั้น คุณชัชวาล บอกว่า "จากการศึกษาของเราพบว่า ต้นพันธุ์หรือสายพันธุ์ไม่ใช่เป็นตัวบ่งชี้ผลผลิตมากหรือน้อย ผมคิดว่าปัจจัยที่สำคัญนั้นมาจากการดูแลให้น้ำ-ปุ๋ย และขั้นตอนการปลูกหรือจัดการมากกว่า" "หากอีก 2-3 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถปรับปรุงสายพันธุ์ได้ ก็ยังไม่สาย เพราะว่าตอนนี้ต้นทุนการปลูกสบู่ดำไม่สูง เพียง 2,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 1 ปีแรก และปีถัดๆ ไปจะต่ำลงมาก เนื่องจากไม่ต้องเตรียมพื้นที่และซื้อต้นพันธุ์ ถ้าอีก 3 ปี มีพันธุ์ใหม่เข้ามา ก็สามารถปลูกแซมระหว่างต้นได้เลย เมื่อต้นพันธุ์ดีเจริญเติบโตขึ้น ก็ทยอยตัดหรือทำลายต้นพันธุ์เก่าทิ้งไป" คุณชัชวาล กล่าว ปัจจุบันนี้ บริษัท ราชาฯ จำหน่ายต้นพันธุ์ให้กับสมาชิกที่สมัครขึ้นทะเบียนแล้ว เพียง 5 บาท ต่อต้นเท่านั้น "เราค้นพบเทคนิคการปลูกให้ได้ผลผลิตดี ซึ่งมี 3 อย่าง ดังนี้ คือ 1. พืชตัวนี้ต้องการแสงแดดสูง จำเป็นต้องปลูกให้ระยะห่างมาก หรือ 180 ต้น ต่อไร่ และต้องปลูกตามแนวของตะวันออกและตะวันตก เพื่อให้ได้แสงตลอดทั้งวัน เพราะว่าจากการการทดลองพบว่า ต้นที่โดนแสงแดดตลอดทั้งวัน จะให้ผลผลิตที่ดีกว่าต้นที่โดนแสงน้อย 2. ต้องเลี้ยงผึ้ง เพื่อช่วยผสมเกสร ซึ่งประเทศอินเดียทดลองแล้ว และประสบความสำเร็จค่อนข้างดี 3. ควรใส่ฟอสฟอรัสที่ลำต้นด้วย เนื่องจากเราไปพบต้นสบู่ดำที่ขึ้นอยู่ตามจอมปลวก และพบว่ามันเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีมาก ซึ่งเข้าใจว่าในจอมปลวกมีฟอสฟอรัสสูง ส่วนเรื่องสายพันธุ์นั้นผมว่า ช่วงนี้ยังไม่สำคัญเท่าที่ควร ถ้าเรายังรอช้าอยู่ปัญหาขาดแคลนพลังงานจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ" คุณชัชวาล กล่าว พร้อมกับบอกย้ำว่า ประเทศไทยได้เปรียบในการปลูกพืชตัวนี้มาก เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีแสงแดดตลอดทั้งปี และมีที่ดินว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคอีสาน น่าจะมีการส่งเสริมปลูกสักจังหวัดละ 2 ล้านไร่ จีน ยุโรป ไม่สามารถปลูกพืชตัวนี้ได้ เพราะว่าไม่ค่อยมีแสงแดด และอากาศหนาวด้วย ส่วนอินเดียนั้นสภาพภูมิอากาศเหมาะสม แต่มีปัญหามีพลเมืองมาก ทำให้ไม่ค่อยมีพื้นที่ว่าง เพื่อปลูกสบู่ดำ "ประเทศไทยมีศักยภาพปลูกสบู่ดำเป็นพืชเศรษฐกิจมากที่สุด" คุณชัชวาล กล่าวทิ้งท้าย หนึงชุมชนหนึ่งโรงไฟฟ้า คือ สบู่ดำ บีบน้ำมันได้ แล้วยังทำเป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย
วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552
บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อแนวความคิดในการบริหารระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสถานศึกษา
จากบทเรียนที่ผู้เรียนได้ศึกษา ทำให้ได้ทราบถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันที่มีผลต่อการดำเนินชิตประจำวันของคนเราในทุกภาคส่วนราชการ ที่จำเป็นต้องมีการระบบสารสนเทศให้ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ของสังคมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้เรียนมีความรู้สึกนึกคิดที่เกิดอยากเป็นผู้บริหารขึ้นมาจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศไว้ เพื่อการพัฒนาองค์กรของตนเองในปัจจุบันหรืออนาคตที่จะต้องก้าวทันโลกให้จงได้และจะได้ไม่ถูกขนสนนามว่าเป็นเต่าพันปีที่ไม่ยอมรับการพัฒนาหรือไม่เป็นผู้พัฒนาตนเอง
ในมุมมองของของการบริหารงานการบริหารระบบสารสนเทศการให้ความสำคัญของระบบสารสนเทศระบบอิเลคทรอนิคมีความทันสมัยแต่ก็ยังคงไว้ใจกับระบบสมัยใหม่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลในกรณีที่เทคโนโลยีเกิดความเสียหาย ยกตัวอย่างกรณีของการเก็บข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ไม่มีความรอบคอบเมื่อมีการบันทึกผลแล้วและไม่มีการปริ๊นซ์เก็บในรูปของเอกสาร วันดีคืนดีเกิดคอมพิวเตอร์มีปัญหาที่จะต้องมีการซ่อมหรือเปลี่ยนซอฟแวร์ขึ้นมาก็ทำให้เครื่องมือหรือข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในเครื่องเสียหายไปด้วยอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นการทำงานกับเทคโนโลยีก็ยังคงต้องอาศัยความรอบคอบของคนเป็นสำคัญในการใช้
การบริหารโรงเรียนที่มีขนาดเล็กทรัพยากรที่ไม่เพียงพอไปทุกเรื่องเช่น ทรัพยากรบุคคลมีน้อย ทรัพยากรทางการเงินก็น้อยตามจำนวนนักเรียนด้วยก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาในการบริหารไปกันใหญ่ ในฐานะของผู้บริหารมีแนวคิดอยู่ว่า การบริหารบนความขาดแคลนนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารระบบสารสนเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป มีข้อคิดอยู่ว่าระหว่างคน(บุคลากร)กับเทคโนโลยีสิ่งใดน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากันหรือในบางครั้งอาจมีแนวคิดว่าเราควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาแบ่งเบาภาระในยามที่ไม่มีคนเพียงพอหรือไม่ เช่นการจัดการเรียนการสอนแบบทางไกลผ่านดาวเทียมคู่ขนานไปกับของมูลนิธิ”กลกังวลจะดีกว่ามั้ย แต่ก็มีจุดด้อยตรงที่ว่า นักเรียนของเรามักจะใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสาร นักเรียนของเราจะรับรู้หรือเรียนรู้ได้ทันกับสื่อหรือไม่ หรือว่าเราจะนำเงินอุดหนุนรายหัวไปจ้างครู(บุคลากร)มาช่วยสอนเพื่อเพิ่มจำนวนคนในการทำงานได้มากกว่าหรือไม่อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านที่จะต้องนำมาใช้ในการตัดสินใจ เช่นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมโรงเรียน ครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง เพื่อนำมามาประกอบการตัดสินใจในการจัดซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนมีความนึกคิดอยู่เสมอที่มีความสำคัญต่อการบริหารคือ คน(บุคลากร)ในองค์กรควรที่จะมีขวัญกำลังใจที่ดี เพื่อให้การบริหารงานในทุกด้านรวมถึงการบริหารระบบสารสนเทศให้มีคุณภาพที่ดีที่สุด ผู้เขียนขอยกตัวอย่างบทความเรื่องบทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารการศึกษาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษากันสักบทความหนึ่ง
บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารการศึกษา
วิทยาการก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร เป็นปัจจัยผลักดันที่ทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างพลโลก อย่างไร้พรหมแดน (Globalization) อย่างรวดเร็วนำไปสู่การผสมผสานความคิด ค่านิยม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างมวลมนุษย์ชาติ ที่เรียกว่า “กระแสโลกาภิวัฒน์” เทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ เกิดการแข่งขันในด้านข้อมูลข่าวสาร ด้วยการนำเอาความรู้และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อมุ่ง เป้าหมายความเป็นเศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ (Knowledge-based Economy/Society)
ประเทศไทยในฐานะที่อยู่ร่วมในสังคมโลก ทำให้ได้รับผลกระทบจากกระแสของโลกาภิวัฒน์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว จึงได้กำหนดแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศสำคัญไว้ 5 กลุ่ม คือ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e-Government) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e-Commerce) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e-Education) และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e-Society) การศึกษาในฐานะกลไกพื้นฐานของการพัฒนาคน เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องเตรียมคนและสังคมให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาในยุคโลกาภิวัฒน์ จึงเป็นการเตรียมกำลังคนที่มีความฉลาดในการที่จะเป็นบุคลากร นักคิดและนักเลือกข่าวสารข้อมูลมาใช้ในการดำเนินชีวิต การวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษา จึงต้องเน้น การวางแผนในเชิงรุก โดยวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มของกระแสโลกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย และวิเคราะห์สถานการณ์การพัฒนาประเทศไทยโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อหาทิศทางการพัฒนา “ คุณภาพคนไทย” อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้รู้ทันโลก คนมีความสุข ครอบครัวและชุมชนมีสันติสุข การจัดการศึกษาในปัจจุบัน จึงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนในยุคโลกาภิวัฒน์ ให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลและข่าวสาร รูปแบบวิธีการเรียนการสอนที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล มากขึ้น กระบวนการเรียนการสอนเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็นผู้ให้ ผู้ถ่ายทอด มาเป็นผู้ออกแบบการศึกษา เพื่อพัฒนาคนที่มีความแตกต่างกัน วิถีทางการเรียนรู้เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการใช้ “ เทคโนโลยีเข้มข้น” ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยเราเองเริ่มมีการนำนวัตกรรมใหม่ทางการเรียนการสอนเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี “ อินเทอร์เน็ต” ได้มีการเห็นความสำคัญในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเริ่มวางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทางด้านการสื่อสาร และกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อให้หน่วยงานทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลต่อเชื่อมอยู่ทั่วทุกมุมโลก อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อยจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสื่อสารที่ใหญ่มากจนสามารถตอบสนองความต้องการในการค้นคว้าข้อมูลได้เป็นอย่างดี (วิทยา เรืองพรพิสุทธ์. 2538 : 2) ทำให้เกิดความต้องการในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งทรัพยากรเรียนรู้สำหรับผู้เรียน เช่น การจัดระบบห้องสมุด การบริหารงานของฝ่ายธุรการ การค้นคว้าข้อมูล การเรียนการสอนทางไกลโดยใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรข้อมูลข้อสนเทศต่างๆ อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐาน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของการให้บริการข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาระบบฐานข้อมูล และระบบสานสนเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาการศึกษา (Computer Time. 2538 : 18) สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในด้านการศึกษา ดังเช่น การศึกษาของ ทิพวรรณ รัตนวงศ์ (2532) ได้ศึกษาแนวโน้มหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี พ.ศ.2545 พบว่าการอุดมศึกษาในอนาคตเทคโนโลยีทางการศึกษาจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การเรียนการสอนไม่จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและภายในสถาบันการศึกษาอีกต่อไป และเรวดี คงสุภาพกุล (2538) ได้ศึกษาการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า สาขาวิชาที่ศึกษามีความสัมพันธ์กับความบ่อยในการใช้ นิสิต นักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ใช้ระบบมากกว่านิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ และเป็นการใช้ตามสาขาวิชาที่ศึกษา คือ นิสิตนักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์มีความสัมพันธ์ด้วยกัน จึงใช้ระบบในการคุยกับเพื่อน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์มีความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงใช้ระบบในการคุยกับเพื่อน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ จะใช้ในงานบริการค้นคว้างานวิจัยค้นคว้าข้อมูลวิชาการ นิสิตนักศึกษามองเป็นอุปสรรคในการใช้ระบบ คือตัวปัญหาของระบบ เนื่องจากระบบมีการใช้งานในความเร็วต่ำ เมื่อมีการใช้พร้อมๆ กันก็จะเกิดการติดขัดต้องมีระบบช่วยแก้ปัญหา ในปัจจุบันได้มีความพยายามจัดสภาพแวดล้อมทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนที่เรียกว่า “อีเลิร์นนิ่ง” (e-learning) ซึ่งเป็นการเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใช้นำเสนอด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ส (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง ๆ มีการจัดให้มีเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ เช่น e-mail, Webboard สำหรับตั้งคำถาม หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกัน หรือกับวิทยากร การจัดให้มีแบบทดสอบ หลังจากเรียนจบ เพื่อวัดผลการเรียน รวมทั้งการจัดให้มีระบบบันทึก ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการเรียน โดยผู้เรียนส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ ซึ่งหมายถึงจากเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิ่งในประเทศไทย พบว่าแต่ละหน่วยงานได้พัฒนาระบบ จัดการผู้เรียน (LMS : Learining Management System) ระบบจัดการเนื้อหา (CMS : Content Management System) ของตนเอง เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ใช้ โปรแกรมเว็บ (Web Programming) แตกต่างกันออกไปทั้ง PHP, ASP, Flash Action Script, JavaScript ทั้งนี้อาจจะจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง หรืออาจจะพัฒนาโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นการส่วนตัวก็ได้ เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากการขาดงบประมาณและการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากผู้บริหาร นอกจากนี้มีบริษัทภายในประเทศไทยที่พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการการเรียนชื่อ Education Sphere (http://www.educationsphere.com/) คือบริษัท Sum System จำกัด ที่พัฒนา LMS Software ออกมาให้จำหน่ายและพัฒนาให้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นหน่วยงานแรก รวมทั้งศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พัฒนาโปรแกรมจัดการหลักสูตรเนื้อหาวิชา และการจัดการเรียนการสอนชนิด การเรียนผ่านเว็บ (Web-base Instruction) โดยตั้งชื่อโปรแกรมว่า Chula E-Learning System (Chula ELS) ออกมาให้บริการ ความพยายามในการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจากแนวคิดของ แฮนแสน ซิลเวอร์ และสตรอง (Hansen, Silver and Strong) ได้แบ่งรูปแบบการเรียน (Learning Styles) ของผู้เรียนโดยทั่วไปออกเป็น 4 ประเภท คือประเภทที่ชอบการเรียนการตรง (Directive) ประเภทที่ชอบการเรียนแบบค้นคว้าด้วยตนเอง (Inquiry) ประเภทที่ ชอบการเรียนแบบสร้างสรรค์ (Creative) และประเภทที่ชอบการเรียนแบบร่วมมือกันทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม (Cooperative) ผู้เรียนทุกคนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง 4 แบบอยู่ในตัวเอง แต่จะมีลักษณะเด่นในรูปแบบหนึ่งเป็นพิเศษมากกว่ารูปแบบอื่น ดังนั้นแม้ว่าจะต้องเรียนในรูปแบบที่ผู้เรียนไม่ชอบหรือไม่ถนัดก็ยังสามารถเรียนรู้ได้ แต่จะเรียนไม่ได้ดีเท่ากับการเรียนในรูปแบบที่ผู้เรียนชอบหรือถนัด ซิลเวอร์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดให้นักศึกษาเรียนในรูปแบบที่เหมาะกับธรรมชาติของนักศึกษา จะเหมือนกับการบังคับให้นักศึกษาเรียนในรูปแบบที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของนักศึกษา จะเหมือนกับการบังคับให้นักศึกษาเขียนหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มีนักศึกษาจำนวนมากที่ถูกจัดให้เป็นคนอ่อนนั้น เป็นเพราะว่านักศึกษาเหล่านี้ต้องเรียนรู้ในรูปแบบหรือวิธีการที่ไม่เหมาะสมกับพวกเขานั้นเอง (Perrin. 1994 : 140)
สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) เต็มหลักสูตร แต่ก็ได้เริ่มนำแนวคิดดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนแล้ว เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้กำหนดเป็นนโยบายในระบบการศึกษาไร้พรมแดน แผน มทส. (วิจิตร ศรีสอ้าน. 2541) ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินโดยเริ่มสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่ได้ดำเนินการสอนแบบเต็มหลักสูตร ส่วนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชก็ได้จัดทำโครงการศึกษาทางไกลผ่านวิทยาเขตเสมือนจริง (Virtual University) โดยมีเป้าหมายที่จะทดลองใช้กับนักศึกษาปริญญาโทบางหลักสูตรในปีการศึกษา 2543 และจะขยายใช้กับนักศึกษาปริญญาโททั้งหมด ในระยะต่อไป รวมทั้งการเปิดสอนระดับปริญญาตรีบางหลักสูตรด้วย (มหาวิทยาสุโขทัยธรรมธิราช. 2541) แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการของทั้ง 2 มหาวิทยาลัยนี้เป็นการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบางรายวิชาเท่านั้น มิได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเต็มหลักสูตร
การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เช่น ปัญหาด้านสถานที่เรียนในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอความต้องการของผู้สมัครเรียน ทำให้ต้องจำกัดจำนวน ในการรับเข้าเรียน แต่การเรียนในห้องเรียนเสมือนจริง นักศึกษาไม่ต้องใช้สถานที่เรียนในมหาวิทยาลัย แต่เรียนจากที่บ้านหรือที่ทำงานจึงสามารถรับนักศึกษาได้เป็นจำนวนมาก และรับได้กระจายทั่วไปจึงช่วยลดปัญหาด้านการกระจุกตัวของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งรวมกันอยู่ในเมืองใหญ่ในตัวเมือง ทำให้นักศึกษาที่อยู่ในชนบทไม่สะดวกในการเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก แต่นักศึกษาที่เรียนผ่านระบบการการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ไม่ต้องเดินทางไปรวมกันที่มหาวิทยาลัย จึงบรรเทาปัญหาการเดินทางไปได้มาก และยังแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเวลาที่มหาวิทยาลัยปกติจะต้องเรียนในเวลาเดียวกันตามที่กำหนด ไม่สามารถสับเปลี่ยนหรือเลื่อนได้ แต่ในการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในเวลาที่สะดวกได้ซึ่งมีความยืดหยุ่นทางด้านเวลาสูง นอกจากนั้นการมีโอกาสได้ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี เมื่อออกไปทำงานจะสามารถทำงานได้ทันที ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว นักการศึกษาจึงมีความพยายามที่จะจัดระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ที่เหมาะสมกับการศึกษายุคปัจจุบัน
อ้างอิงจาก
ในมุมมองของของการบริหารงานการบริหารระบบสารสนเทศการให้ความสำคัญของระบบสารสนเทศระบบอิเลคทรอนิคมีความทันสมัยแต่ก็ยังคงไว้ใจกับระบบสมัยใหม่ที่ยังมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลในกรณีที่เทคโนโลยีเกิดความเสียหาย ยกตัวอย่างกรณีของการเก็บข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ไม่มีความรอบคอบเมื่อมีการบันทึกผลแล้วและไม่มีการปริ๊นซ์เก็บในรูปของเอกสาร วันดีคืนดีเกิดคอมพิวเตอร์มีปัญหาที่จะต้องมีการซ่อมหรือเปลี่ยนซอฟแวร์ขึ้นมาก็ทำให้เครื่องมือหรือข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในเครื่องเสียหายไปด้วยอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นการทำงานกับเทคโนโลยีก็ยังคงต้องอาศัยความรอบคอบของคนเป็นสำคัญในการใช้
การบริหารโรงเรียนที่มีขนาดเล็กทรัพยากรที่ไม่เพียงพอไปทุกเรื่องเช่น ทรัพยากรบุคคลมีน้อย ทรัพยากรทางการเงินก็น้อยตามจำนวนนักเรียนด้วยก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาในการบริหารไปกันใหญ่ ในฐานะของผู้บริหารมีแนวคิดอยู่ว่า การบริหารบนความขาดแคลนนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารระบบสารสนเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป มีข้อคิดอยู่ว่าระหว่างคน(บุคลากร)กับเทคโนโลยีสิ่งใดน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากันหรือในบางครั้งอาจมีแนวคิดว่าเราควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาแบ่งเบาภาระในยามที่ไม่มีคนเพียงพอหรือไม่ เช่นการจัดการเรียนการสอนแบบทางไกลผ่านดาวเทียมคู่ขนานไปกับของมูลนิธิ”กลกังวลจะดีกว่ามั้ย แต่ก็มีจุดด้อยตรงที่ว่า นักเรียนของเรามักจะใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสาร นักเรียนของเราจะรับรู้หรือเรียนรู้ได้ทันกับสื่อหรือไม่ หรือว่าเราจะนำเงินอุดหนุนรายหัวไปจ้างครู(บุคลากร)มาช่วยสอนเพื่อเพิ่มจำนวนคนในการทำงานได้มากกว่าหรือไม่อย่างนี้เป็นต้น ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านที่จะต้องนำมาใช้ในการตัดสินใจ เช่นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมโรงเรียน ครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง เพื่อนำมามาประกอบการตัดสินใจในการจัดซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สิ่งหนึ่งที่ผู้เรียนมีความนึกคิดอยู่เสมอที่มีความสำคัญต่อการบริหารคือ คน(บุคลากร)ในองค์กรควรที่จะมีขวัญกำลังใจที่ดี เพื่อให้การบริหารงานในทุกด้านรวมถึงการบริหารระบบสารสนเทศให้มีคุณภาพที่ดีที่สุด ผู้เขียนขอยกตัวอย่างบทความเรื่องบทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารการศึกษาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษากันสักบทความหนึ่ง
บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารการศึกษา
วิทยาการก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร เป็นปัจจัยผลักดันที่ทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างพลโลก อย่างไร้พรหมแดน (Globalization) อย่างรวดเร็วนำไปสู่การผสมผสานความคิด ค่านิยม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างมวลมนุษย์ชาติ ที่เรียกว่า “กระแสโลกาภิวัฒน์” เทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ เกิดการแข่งขันในด้านข้อมูลข่าวสาร ด้วยการนำเอาความรู้และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อมุ่ง เป้าหมายความเป็นเศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ (Knowledge-based Economy/Society)
ประเทศไทยในฐานะที่อยู่ร่วมในสังคมโลก ทำให้ได้รับผลกระทบจากกระแสของโลกาภิวัฒน์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว จึงได้กำหนดแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศสำคัญไว้ 5 กลุ่ม คือ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ (e-Government) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์ (e-Commerce) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry) เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา (e-Education) และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (e-Society) การศึกษาในฐานะกลไกพื้นฐานของการพัฒนาคน เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องเตรียมคนและสังคมให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาในยุคโลกาภิวัฒน์ จึงเป็นการเตรียมกำลังคนที่มีความฉลาดในการที่จะเป็นบุคลากร นักคิดและนักเลือกข่าวสารข้อมูลมาใช้ในการดำเนินชีวิต การวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษา จึงต้องเน้น การวางแผนในเชิงรุก โดยวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มของกระแสโลกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย และวิเคราะห์สถานการณ์การพัฒนาประเทศไทยโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อหาทิศทางการพัฒนา “ คุณภาพคนไทย” อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้รู้ทันโลก คนมีความสุข ครอบครัวและชุมชนมีสันติสุข การจัดการศึกษาในปัจจุบัน จึงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียนในยุคโลกาภิวัฒน์ ให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลและข่าวสาร รูปแบบวิธีการเรียนการสอนที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล มากขึ้น กระบวนการเรียนการสอนเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็นผู้ให้ ผู้ถ่ายทอด มาเป็นผู้ออกแบบการศึกษา เพื่อพัฒนาคนที่มีความแตกต่างกัน วิถีทางการเรียนรู้เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการใช้ “ เทคโนโลยีเข้มข้น” ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยเราเองเริ่มมีการนำนวัตกรรมใหม่ทางการเรียนการสอนเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี “ อินเทอร์เน็ต” ได้มีการเห็นความสำคัญในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเริ่มวางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทางด้านการสื่อสาร และกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อให้หน่วยงานทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลต่อเชื่อมอยู่ทั่วทุกมุมโลก อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อยจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสื่อสารที่ใหญ่มากจนสามารถตอบสนองความต้องการในการค้นคว้าข้อมูลได้เป็นอย่างดี (วิทยา เรืองพรพิสุทธ์. 2538 : 2) ทำให้เกิดความต้องการในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งทรัพยากรเรียนรู้สำหรับผู้เรียน เช่น การจัดระบบห้องสมุด การบริหารงานของฝ่ายธุรการ การค้นคว้าข้อมูล การเรียนการสอนทางไกลโดยใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรข้อมูลข้อสนเทศต่างๆ อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐาน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของการให้บริการข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาระบบฐานข้อมูล และระบบสานสนเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาการศึกษา (Computer Time. 2538 : 18) สำหรับประเทศไทย มีการศึกษาเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในด้านการศึกษา ดังเช่น การศึกษาของ ทิพวรรณ รัตนวงศ์ (2532) ได้ศึกษาแนวโน้มหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี พ.ศ.2545 พบว่าการอุดมศึกษาในอนาคตเทคโนโลยีทางการศึกษาจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การเรียนการสอนไม่จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและภายในสถาบันการศึกษาอีกต่อไป และเรวดี คงสุภาพกุล (2538) ได้ศึกษาการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า สาขาวิชาที่ศึกษามีความสัมพันธ์กับความบ่อยในการใช้ นิสิต นักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ใช้ระบบมากกว่านิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ และเป็นการใช้ตามสาขาวิชาที่ศึกษา คือ นิสิตนักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์มีความสัมพันธ์ด้วยกัน จึงใช้ระบบในการคุยกับเพื่อน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์มีความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงใช้ระบบในการคุยกับเพื่อน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ จะใช้ในงานบริการค้นคว้างานวิจัยค้นคว้าข้อมูลวิชาการ นิสิตนักศึกษามองเป็นอุปสรรคในการใช้ระบบ คือตัวปัญหาของระบบ เนื่องจากระบบมีการใช้งานในความเร็วต่ำ เมื่อมีการใช้พร้อมๆ กันก็จะเกิดการติดขัดต้องมีระบบช่วยแก้ปัญหา ในปัจจุบันได้มีความพยายามจัดสภาพแวดล้อมทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนที่เรียกว่า “อีเลิร์นนิ่ง” (e-learning) ซึ่งเป็นการเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใช้นำเสนอด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ส (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง ๆ มีการจัดให้มีเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ เช่น e-mail, Webboard สำหรับตั้งคำถาม หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกัน หรือกับวิทยากร การจัดให้มีแบบทดสอบ หลังจากเรียนจบ เพื่อวัดผลการเรียน รวมทั้งการจัดให้มีระบบบันทึก ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการเรียน โดยผู้เรียนส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ ซึ่งหมายถึงจากเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิ่งในประเทศไทย พบว่าแต่ละหน่วยงานได้พัฒนาระบบ จัดการผู้เรียน (LMS : Learining Management System) ระบบจัดการเนื้อหา (CMS : Content Management System) ของตนเอง เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ใช้ โปรแกรมเว็บ (Web Programming) แตกต่างกันออกไปทั้ง PHP, ASP, Flash Action Script, JavaScript ทั้งนี้อาจจะจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง หรืออาจจะพัฒนาโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นการส่วนตัวก็ได้ เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากการขาดงบประมาณและการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากผู้บริหาร นอกจากนี้มีบริษัทภายในประเทศไทยที่พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการการเรียนชื่อ Education Sphere (http://www.educationsphere.com/) คือบริษัท Sum System จำกัด ที่พัฒนา LMS Software ออกมาให้จำหน่ายและพัฒนาให้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นหน่วยงานแรก รวมทั้งศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็พัฒนาโปรแกรมจัดการหลักสูตรเนื้อหาวิชา และการจัดการเรียนการสอนชนิด การเรียนผ่านเว็บ (Web-base Instruction) โดยตั้งชื่อโปรแกรมว่า Chula E-Learning System (Chula ELS) ออกมาให้บริการ ความพยายามในการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจากแนวคิดของ แฮนแสน ซิลเวอร์ และสตรอง (Hansen, Silver and Strong) ได้แบ่งรูปแบบการเรียน (Learning Styles) ของผู้เรียนโดยทั่วไปออกเป็น 4 ประเภท คือประเภทที่ชอบการเรียนการตรง (Directive) ประเภทที่ชอบการเรียนแบบค้นคว้าด้วยตนเอง (Inquiry) ประเภทที่ ชอบการเรียนแบบสร้างสรรค์ (Creative) และประเภทที่ชอบการเรียนแบบร่วมมือกันทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม (Cooperative) ผู้เรียนทุกคนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง 4 แบบอยู่ในตัวเอง แต่จะมีลักษณะเด่นในรูปแบบหนึ่งเป็นพิเศษมากกว่ารูปแบบอื่น ดังนั้นแม้ว่าจะต้องเรียนในรูปแบบที่ผู้เรียนไม่ชอบหรือไม่ถนัดก็ยังสามารถเรียนรู้ได้ แต่จะเรียนไม่ได้ดีเท่ากับการเรียนในรูปแบบที่ผู้เรียนชอบหรือถนัด ซิลเวอร์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดให้นักศึกษาเรียนในรูปแบบที่เหมาะกับธรรมชาติของนักศึกษา จะเหมือนกับการบังคับให้นักศึกษาเรียนในรูปแบบที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของนักศึกษา จะเหมือนกับการบังคับให้นักศึกษาเขียนหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มีนักศึกษาจำนวนมากที่ถูกจัดให้เป็นคนอ่อนนั้น เป็นเพราะว่านักศึกษาเหล่านี้ต้องเรียนรู้ในรูปแบบหรือวิธีการที่ไม่เหมาะสมกับพวกเขานั้นเอง (Perrin. 1994 : 140)
สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) เต็มหลักสูตร แต่ก็ได้เริ่มนำแนวคิดดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนแล้ว เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้กำหนดเป็นนโยบายในระบบการศึกษาไร้พรมแดน แผน มทส. (วิจิตร ศรีสอ้าน. 2541) ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินโดยเริ่มสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ยังไม่ได้ดำเนินการสอนแบบเต็มหลักสูตร ส่วนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชก็ได้จัดทำโครงการศึกษาทางไกลผ่านวิทยาเขตเสมือนจริง (Virtual University) โดยมีเป้าหมายที่จะทดลองใช้กับนักศึกษาปริญญาโทบางหลักสูตรในปีการศึกษา 2543 และจะขยายใช้กับนักศึกษาปริญญาโททั้งหมด ในระยะต่อไป รวมทั้งการเปิดสอนระดับปริญญาตรีบางหลักสูตรด้วย (มหาวิทยาสุโขทัยธรรมธิราช. 2541) แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการของทั้ง 2 มหาวิทยาลัยนี้เป็นการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบางรายวิชาเท่านั้น มิได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเต็มหลักสูตร
การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เช่น ปัญหาด้านสถานที่เรียนในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอความต้องการของผู้สมัครเรียน ทำให้ต้องจำกัดจำนวน ในการรับเข้าเรียน แต่การเรียนในห้องเรียนเสมือนจริง นักศึกษาไม่ต้องใช้สถานที่เรียนในมหาวิทยาลัย แต่เรียนจากที่บ้านหรือที่ทำงานจึงสามารถรับนักศึกษาได้เป็นจำนวนมาก และรับได้กระจายทั่วไปจึงช่วยลดปัญหาด้านการกระจุกตัวของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งรวมกันอยู่ในเมืองใหญ่ในตัวเมือง ทำให้นักศึกษาที่อยู่ในชนบทไม่สะดวกในการเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก แต่นักศึกษาที่เรียนผ่านระบบการการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ไม่ต้องเดินทางไปรวมกันที่มหาวิทยาลัย จึงบรรเทาปัญหาการเดินทางไปได้มาก และยังแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเวลาที่มหาวิทยาลัยปกติจะต้องเรียนในเวลาเดียวกันตามที่กำหนด ไม่สามารถสับเปลี่ยนหรือเลื่อนได้ แต่ในการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในเวลาที่สะดวกได้ซึ่งมีความยืดหยุ่นทางด้านเวลาสูง นอกจากนั้นการมีโอกาสได้ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา จะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี เมื่อออกไปทำงานจะสามารถทำงานได้ทันที ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว นักการศึกษาจึงมีความพยายามที่จะจัดระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ที่เหมาะสมกับการศึกษายุคปัจจุบัน
อ้างอิงจาก
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552
การเดินทางบนเส้นทาง ๑,๒๑๙ โค้ง เส้นทางสายอุ้มผาง-แม่สอดในระยะเวลา ๑๕ ปีกว่าๆ กับการทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์(พ่อ)ของชาติ บนความยากลำบากของเด็กน้อยดวงตาใสซื่อที่แฝงไว้ด้วยความหวังอันเลือนลางกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างของชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ๑๐๐% แต่ไม่แตกต่างตรงความเป็นมนุษย์(ความเป็นคน)ใครบ้างจะรู้ว่าในประเทศไทยของเราจะมีความกันดารที่ห่างไกลความเจริญไกลปืนเที่ยงเช่นนี้ หลายคนบอกว่าเรายากลำบากเหลือเกิน เรามีความทุกข์เหลือเกิน แต่ที่คนกะเหรี่ยงที่นี่มีความทุกข์มากกว่าพวกเราหลายร้อย หลายพันเท่า จนยากที่จะบรรยายเป็นตัวหนังสือสื่อออกมาให้เห็นได้(บรรยายไม่เก่ง)
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างทุกข์ยาเหลือเกิน แต่เมื่อเทียบกับชีวิติของเด็กๆที่นี่แล้วชีวิตของเราลำบากไม่ได้ครึ่งของชีวิตพวกเขาเลย ผมไม่เคยมีความติดที่อยากจะอยู่ที่นี่(แม่จัน)เลยเพราะบรพบุรุษของผมไม่ใช่กะเหรี่ยง จึงมีความคิดว่าอยู่ไม่ได้แน่ๆเมื่อแรกมาบรรจุใหม๋ๆคิดอยู่อย่างเดียวคือ เมื่ออยู่จนครบทดลองงานแล้วเราต้องเขียนย้ายกลับบ้านให้จงได้ นั่นเป็นความคิดเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นลูกชาวไร่ชาวนาไม่มีเส้นสาย ไม่มีญาติพี่น้องที่เป็นใหญ่เป็นโตกับเขา เขียนย้ายกลับบ้าน(อุตรดิตถ์)สามถึงสี่ครั้งก็ไม่มีผลอะไรใดๆเกิดขึ้น เลยตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า "อยู่ที่ไหนๆก็คือประเทศไทยเหมือนกัน คนอยู่ได้ไม่ตาย เราก็คงไม่ตาย" นี่คือความคิดหลังจากที่อยู่ใช้ชีวิตกับกะเหรี่ยงได้ ๓-๔ ปี /จบตอนที่๑
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างทุกข์ยาเหลือเกิน แต่เมื่อเทียบกับชีวิติของเด็กๆที่นี่แล้วชีวิตของเราลำบากไม่ได้ครึ่งของชีวิตพวกเขาเลย ผมไม่เคยมีความติดที่อยากจะอยู่ที่นี่(แม่จัน)เลยเพราะบรพบุรุษของผมไม่ใช่กะเหรี่ยง จึงมีความคิดว่าอยู่ไม่ได้แน่ๆเมื่อแรกมาบรรจุใหม๋ๆคิดอยู่อย่างเดียวคือ เมื่ออยู่จนครบทดลองงานแล้วเราต้องเขียนย้ายกลับบ้านให้จงได้ นั่นเป็นความคิดเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นลูกชาวไร่ชาวนาไม่มีเส้นสาย ไม่มีญาติพี่น้องที่เป็นใหญ่เป็นโตกับเขา เขียนย้ายกลับบ้าน(อุตรดิตถ์)สามถึงสี่ครั้งก็ไม่มีผลอะไรใดๆเกิดขึ้น เลยตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า "อยู่ที่ไหนๆก็คือประเทศไทยเหมือนกัน คนอยู่ได้ไม่ตาย เราก็คงไม่ตาย" นี่คือความคิดหลังจากที่อยู่ใช้ชีวิตกับกะเหรี่ยงได้ ๓-๔ ปี /จบตอนที่๑
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ชื่อโครงการ กองทุนเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน
แผนงาน งานวิชาการ
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายธงชาติ สอนคำ
ระยะเวลาดำเนินการ ปีงบประมาณ 2553
1. หลักการและเหตุผล
นักเรียนโรงเรียนบ้านบ้านกล้อทอได้จัดตั้งกลุ่มรวมกันเป็นชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสนองแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้วเกี่ยวกับหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกิจกรรมของกลุ่มได้แบ่งออกเป็นสายการพอเพียงในหลายเรื่องเช่น การปลูกสบู่ดำเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล(ใบโอดีเซล) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ พพพ.ของกอ.รมน.ในการจัดซื้อพันธุ์กล้าสบู่ดำและเครื่องบีบน้ำมันสบู่ดำในวงเงิน 200,000 บาท (กลุ่มผู้ปลูกสบู่ดำติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ไว้ในโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน)มีการบริหารงานในรูปแบบของกลุ่มจำนวน 40 คน
กลุ่มเลี้ยงปลาดุกได้ใช้สถานที่สระน้ำของโรงเรียนบ้านกล้อทอเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์และเพื่อการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ของนักเรียนและผู้ปกครอง
กลุ่มศึกษาการทำก๊าซชีวภาพ เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้นำมูลสัตว์ที่คนส่วนใหญ่จะทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์หรือหรือจะนำมูลสัตว์ไปทำปุ๋ยในเชิงการเกษตรก็ต้องรอเวลาเป็นปีจึงจะนำไปใช้ได้จึงควรนำมาทำให้มูลสัตว์หมดก๊าซก่อน นั่นคือการนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพใช้ในการหุงต้มหรือนำมาปั่นไฟใช้ในครัวเรือนก่อนที่จะนำไปทำปุ๋ยในทางการเกษตรต่อไป
กลุ่มผู้เลี้ยงหมูก็เป็นการปลูกจิตสำนึกในการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้เช่นกันกับการเลี้ยงปลาเช่นกัน เนื่องจากราคาเนื้อหมูในท้องตลาดทั่วไปมีราคาค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่องและอาจเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่งได้ด้วย ฯลฯ
2. วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อเป็นกองทุนส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่เป็นการสูญเปล่า
3.2เพื่อปลูกฝังการรักษาพลังงาน
3.3 เพื่อรองรับการใช้พลังงานทดแทน
3.4 เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทน
3.5 เพื่อให้สมาชิกมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพืชสบู่ดำ+มูลสัตว์+ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
3.6 เพื่อให้สมาชิกของกลุ่มได้นำไปสู่การปฏิบัติในการเพิ่มผลผลิต
3. เป้าหมาย
3.1 นักเรียนชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน 50 คน
4. ระยะเวลาการดำเนินการ ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2552-มีนาคม 2553
5. สถานที่ในการจัดกิจกรรมชุมนุมโรงเรียนบ้านกล้อทอ
6. งบประมาณที่ใช้
งบประมาณ
6.1 จัดซื้อพันธุ์หมูพื้นเมือง 10 ตัว +อาหาร ราคา 12,000 บาท
6.2 จัดสร้างบ่อก๊าซชีวภาพ 1 บ่อ + อุปกรณ์ ราคา 35,000 บาท
6.3 จัดซื้อพันธ์ปลาดุก 2,000 ตัว + อาหาร ราคา 15,000 บาท
6.4 เมล็ดผัก + ปุ๋ย + อุปกรณ์ ราคา 8,000 บาท
รวมทั้งสิ้น 70,000 บาท
6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เมื่อดำเนินการแล้วจะเกิดผลต่อสมาชิกกลุ่มชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียง (สบู่ดำ+เลี้ยงปลา+ก๊าซชีวภาพ+เกษตรพอเพียง)ดังนี้
1. นักเรียนมีความตระหนักในการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น
2. นักเรียนรู้จักหาพลังงานทดแทนมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
3. นักเรียนมีความคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้พลังงาน
4. นักเรียนสามารถเพิ่มผลผลิตในด้านพืชพลังงานมากขึ้น
5. เกิดเงินกองทุนหมุนเวียนไม่สูญเปล่า
7. การวัดผลประเมินผล
- ประเมินผลจากการปฏิบัติงานของนักเรียน
- ประเมินการใช้พลังงานของนักเรียนที่บ้าน
- ประเมินจากผลผลิตที่นักเรียนได้ปฏิบัติ
(ลงชื่อ).............................................ผู้เสนอโครงการ
(นายธงชาติ สอนตำ)
ครู คศ.2 โรงเรียนบ้านกล้อทอ
(ลงชื่อ).............................................ผู้เห็นชอบโครงการ
(นายอดิศร บุญปาล)
ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านกล้อทอ
(ลงชื่อ).............................................ผู้อนุมัติโครงการ
(นายชาตรี ทัศนีย์พานิช)
นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่จัน
รายงานการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาจากชุมชน
โครงการกองทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจพอเพียง
โรงเรียนบ้านกล้อทอ
โดย
นายธงชาติ สอนคำ รหัสนักศึกษา 519280262
เสนอ
อาจารย์ ดร.นิพนธ์
รหัสวิชา 1065213 : การบริหารทรัพยากรทางการศึกษา (Administration of Educational Resources)
คำนำ
การบริหารการศึกษาหรือหารบริหารโรงเรียนถือเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ของผู้บริหารที่จะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้งานของการศึกษาหรือของโรงเรียนสามารถขับเคลื่อนไปตามความต้องการของ พรบ.การศึกษา หรือเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ให้จงได้ ดังนั้นการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนหรือชุมชนหรือหน่วยงานอื่นที่อยู่ในพื้นที่ ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารสามารถที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายธงชาติ สอนคำ
ผู้รับผิดชอบโครงการ
นักเรียนกำลังหมักแก๊ส
แก๊สที่ได้จากการหมักไว้ ๗ วัน
แผนงาน งานวิชาการ
ผู้รับผิดชอบโครงการ นายธงชาติ สอนคำ
ระยะเวลาดำเนินการ ปีงบประมาณ 2553
1. หลักการและเหตุผล
นักเรียนโรงเรียนบ้านบ้านกล้อทอได้จัดตั้งกลุ่มรวมกันเป็นชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสนองแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้วเกี่ยวกับหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกิจกรรมของกลุ่มได้แบ่งออกเป็นสายการพอเพียงในหลายเรื่องเช่น การปลูกสบู่ดำเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซล(ใบโอดีเซล) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ พพพ.ของกอ.รมน.ในการจัดซื้อพันธุ์กล้าสบู่ดำและเครื่องบีบน้ำมันสบู่ดำในวงเงิน 200,000 บาท (กลุ่มผู้ปลูกสบู่ดำติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ไว้ในโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน)มีการบริหารงานในรูปแบบของกลุ่มจำนวน 40 คน
กลุ่มเลี้ยงปลาดุกได้ใช้สถานที่สระน้ำของโรงเรียนบ้านกล้อทอเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์และเพื่อการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ของนักเรียนและผู้ปกครอง
กลุ่มศึกษาการทำก๊าซชีวภาพ เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้นำมูลสัตว์ที่คนส่วนใหญ่จะทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์หรือหรือจะนำมูลสัตว์ไปทำปุ๋ยในเชิงการเกษตรก็ต้องรอเวลาเป็นปีจึงจะนำไปใช้ได้จึงควรนำมาทำให้มูลสัตว์หมดก๊าซก่อน นั่นคือการนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพใช้ในการหุงต้มหรือนำมาปั่นไฟใช้ในครัวเรือนก่อนที่จะนำไปทำปุ๋ยในทางการเกษตรต่อไป
กลุ่มผู้เลี้ยงหมูก็เป็นการปลูกจิตสำนึกในการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้เช่นกันกับการเลี้ยงปลาเช่นกัน เนื่องจากราคาเนื้อหมูในท้องตลาดทั่วไปมีราคาค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่องและอาจเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่งได้ด้วย ฯลฯ
2. วัตถุประสงค์
3.1 เพื่อเป็นกองทุนส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่เป็นการสูญเปล่า
3.2เพื่อปลูกฝังการรักษาพลังงาน
3.3 เพื่อรองรับการใช้พลังงานทดแทน
3.4 เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทน
3.5 เพื่อให้สมาชิกมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพืชสบู่ดำ+มูลสัตว์+ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์
3.6 เพื่อให้สมาชิกของกลุ่มได้นำไปสู่การปฏิบัติในการเพิ่มผลผลิต
3. เป้าหมาย
3.1 นักเรียนชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน 50 คน
4. ระยะเวลาการดำเนินการ ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2552-มีนาคม 2553
5. สถานที่ในการจัดกิจกรรมชุมนุมโรงเรียนบ้านกล้อทอ
6. งบประมาณที่ใช้
งบประมาณ
6.1 จัดซื้อพันธุ์หมูพื้นเมือง 10 ตัว +อาหาร ราคา 12,000 บาท
6.2 จัดสร้างบ่อก๊าซชีวภาพ 1 บ่อ + อุปกรณ์ ราคา 35,000 บาท
6.3 จัดซื้อพันธ์ปลาดุก 2,000 ตัว + อาหาร ราคา 15,000 บาท
6.4 เมล็ดผัก + ปุ๋ย + อุปกรณ์ ราคา 8,000 บาท
รวมทั้งสิ้น 70,000 บาท
6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เมื่อดำเนินการแล้วจะเกิดผลต่อสมาชิกกลุ่มชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียง (สบู่ดำ+เลี้ยงปลา+ก๊าซชีวภาพ+เกษตรพอเพียง)ดังนี้
1. นักเรียนมีความตระหนักในการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น
2. นักเรียนรู้จักหาพลังงานทดแทนมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
3. นักเรียนมีความคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้พลังงาน
4. นักเรียนสามารถเพิ่มผลผลิตในด้านพืชพลังงานมากขึ้น
5. เกิดเงินกองทุนหมุนเวียนไม่สูญเปล่า
7. การวัดผลประเมินผล
- ประเมินผลจากการปฏิบัติงานของนักเรียน
- ประเมินการใช้พลังงานของนักเรียนที่บ้าน
- ประเมินจากผลผลิตที่นักเรียนได้ปฏิบัติ
(ลงชื่อ).............................................ผู้เสนอโครงการ
(นายธงชาติ สอนตำ)
ครู คศ.2 โรงเรียนบ้านกล้อทอ
(ลงชื่อ).............................................ผู้เห็นชอบโครงการ
(นายอดิศร บุญปาล)
ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านกล้อทอ
(ลงชื่อ).............................................ผู้อนุมัติโครงการ
(นายชาตรี ทัศนีย์พานิช)
นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่จัน
รายงานการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาจากชุมชน
โครงการกองทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจพอเพียง
โรงเรียนบ้านกล้อทอ
โดย
นายธงชาติ สอนคำ รหัสนักศึกษา 519280262
เสนอ
อาจารย์ ดร.นิพนธ์
รหัสวิชา 1065213 : การบริหารทรัพยากรทางการศึกษา (Administration of Educational Resources)
คำนำ
การบริหารการศึกษาหรือหารบริหารโรงเรียนถือเป็นศาสตร์และเป็นศิลป์ของผู้บริหารที่จะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้งานของการศึกษาหรือของโรงเรียนสามารถขับเคลื่อนไปตามความต้องการของ พรบ.การศึกษา หรือเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ให้จงได้ ดังนั้นการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในโรงเรียนหรือชุมชนหรือหน่วยงานอื่นที่อยู่ในพื้นที่ ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารสามารถที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายธงชาติ สอนคำ
ผู้รับผิดชอบโครงการ
นักเรียนกำลังหมักแก๊ส
แก๊สที่ได้จากการหมักไว้ ๗ วัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
